Header

ไข้หวัด VS ไข้หวัดใหญ่ รู้ก่อน ป้องกันได้

17 มิถุนายน 2568

ไข้หวัด VS ไข้หวัดใหญ่ รู้ก่อน ป้องกันได้ เพื่อสุขภาพที่ดี

     วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะยังสับสน นั่นคือ “ไข้หวัด” และ “ไข้หวัดใหญ่” แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่อาการ ความรุนแรง และวิธีการป้องกันกลับแตกต่างกัน ดังนั้น การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้ จะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการแพร่ระบาด และรับการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นเกี่ยวกับไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ความแตกต่าง การรักษา การป้องกัน และผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด
 

ไข้หวัด (Common Cold) คืออะไร?

     ไข้หวัด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “หวัด” เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยมากที่สุดชนิดหนึ่ง และมักไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน โดยทั่วไปแล้วเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดมีมากกว่า 200 ชนิด แต่ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้หวัดประมาณ 10-40% ของผู้ป่วยทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีโคโรนาไวรัส (Coronavirus) อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และไวรัสอื่นๆ อีกหลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดอาการไข้หวัดได้


การแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดมักเกิดขึ้นจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่ปนเปื้อนอยู่บนพื้นผิวต่างๆ หรือจากการไอ จาม ที่ทำให้เกิดละอองฝอยกระจายในอากาศ เมื่อเราสัมผัสเชื้อและนำมือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ดวงตา จมูก หรือปาก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายและเริ่มก่อให้เกิดอาการ

อาการของไข้หวัด

     อาการของไข้หวัดมักจะค่อยๆ เกิดขึ้น และไม่รุนแรงมาก โดยทั่วไปจะปรากฏภายใน 1-3 วันหลังจากได้รับเชื้อ และจะคงอยู่ประมาณ 7-10 วัน แต่อาจยาวนานถึง 2 สัปดาห์ในบางราย อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • คัดจมูก น้ำมูกไหล มักเริ่มต้นด้วยน้ำมูกใสๆ และอาจข้นขึ้นเป็นสีเหลืองหรือเขียวในภายหลัง

  • เจ็บคอ มักเป็นอาการแรกเริ่มของการติดเชื้อ

  • ไอ อาจมีอาการไอเล็กน้อยถึงปานกลาง มักเป็นไอแห้ง

  • จาม พบได้บ่อย

  • ปวดหัว มักมีอาการปวดหัวไม่รุนแรง

  • ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย

  • มีไข้ ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ หรือมีไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส)

  • อ่อนเพลีย อาจรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย

    โดยปกติแล้ว อาการไข้หวัดมักจะค่อยๆ ดีขึ้นเองตามลำดับ ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานยาบรรเทาตามอาการ เช่น ยาลดไข้แก้ปวด ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์
     

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คืออะไร?

     ไข้หวัดใหญ่ เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดามาก เชื้อไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, B, C และ D โดยสายพันธุ์ A และ B เป็นสาเหตุหลักของการระบาดในคน ซึ่งสายพันธุ์ A ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด เช่น H1N1, H3N2 เป็นต้น การที่เชื้อไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ถาวร และทำให้เกิดการระบาดเป็นช่วงๆ ทุกปี

การแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็คล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดา คือแพร่ผ่านละอองฝอยจากการไอ จามของผู้ป่วย และการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน แต่ความสามารถในการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่มักจะรวดเร็วและกว้างขวางกว่า

อาการของไข้หวัดใหญ่

     อาการของไข้หวัดใหญ่มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดามาก โดยทั่วไปจะปรากฏภายใน 1-4 วันหลังจากได้รับเชื้อ และอาจยาวนานถึง 1-2 สัปดาห์ อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไข้สูง มักมีไข้สูงเฉียบพลัน (38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) และอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • ปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรง มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ทั่วร่างกายอย่างรุนแรง
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดหัวตุบๆ หรือปวดบีบรัด
  • อ่อนเพลีย หมดแรง รู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก จนอาจไม่สามารถทำกิจกรรมประจำวันได้
  • เจ็บคอ มีอาการเจ็บคอ แต่ไม่เด่นเท่าไข้หวัด
  • ไอ มักมีอาการไอแห้งๆ อย่างรุนแรง
  • น้ำมูกไหล คัดจมูก อาจมีอาการเหล่านี้แต่ไม่เด่นเท่าไข้หวัด
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย พบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะในเด็กความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สุขภาพพื้นฐาน และสายพันธุ์ของเชื้อ ในบางราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

ไข้หวัดต่างจากไข้หวัดใหญ่ยังไง? ตารางเปรียบเทียบเข้าใจง่าย

     แม้ว่าพยาธิไชผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้หรือมีการดูแลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนบางประการได้

 

ลักษณะ/อาการ

ไข้หวัด (Common Cold)

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

สาเหตุ

ไรโนไวรัส (Rhinovirus) เป็นหลัก, โคโรนาไวรัส, อะดีโนไวรัส ฯลฯ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) สายพันธุ์ A และ B เป็นหลัก

การเกิดอาการ

ค่อยเป็นค่อยไป

เฉียบพลัน

ไข้

ไม่มีไข้ หรือไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 38 °C)

ไข้สูงเฉียบพลัน (38 °C ขึ้นไป) หนาวสั่น

ปวดเมื่อยตัว

เล็กน้อย

รุนแรง

ปวดหัว

ไม่รุนแรง

รุนแรง

อ่อนเพลีย

เล็กน้อย

รุนแรง อาจหมดแรง ไม่สามารถทำกิจกรรมได้

ไอ

ไอเล็กน้อยถึงปานกลาง (ไอแห้ง)

ไอแห้งอย่างรุนแรง

เจ็บคอ

มีอาการเจ็บคอเด่นชัดในระยะแรก

มีอาการเจ็บคอ แต่ไม่เด่นเท่าไข้หวัด

น้ำมูก/คัดจมูก

พบได้บ่อยและเป็นอาการเด่น

อาจมีแต่ไม่เด่นเท่าไข้หวัด

ภาวะแทรกซ้อน

พบน้อยมาก มักหายเอง

อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ระยะเวลาป่วย

7-10 วัน

1-2 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้นหากมีภาวะแทรกซ้อน

การแพร่กระจาย

ช้ากว่า, ไม่รุนแรงเท่า

เร็วและกว้างขวางกว่า

วัคซีน

ไม่มีวัคซีนเฉพาะ

มีวัคซีนป้องกัน


*ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เนื่องจากอาการของแต่ละบุคคลอาจมีความแตกต่างกันได้ หากมีข้อสงสัยหรืออาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทำไมต้องตระหนักเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่

     แม้ไข้หวัดธรรมดามักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ ไข้หวัดใหญ่ กลับเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตราย ได้แก่

  • ปอดอักเสบ (Pneumonia) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดจากไข้หวัดใหญ่ ทั้งปอดอักเสบจากเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยตรง หรือปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

  • หลอดลมอักเสบ (Bronchitis) การอักเสบของหลอดลม ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง

  • ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) การอักเสบของโพรงจมูก

  • หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) พบได้บ่อยในเด็ก

  • ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ทำให้โรคหอบหืดกำเริบ, อาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดแย่ลง, ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานได้ยากขึ้น

  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis), สมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งพบได้น้อยแต่รุนแรง

  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่พบน้อย
     

 

การรักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร?

     วิธีการรักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคแตกต่างกัน

การรักษาไข้หวัด

     การรักษาไข้หวัดมุ่งเน้นการบรรเทาอาการ เนื่องจากเป็นโรคที่หายเองได้ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอง การรักษาหลักได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว

  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง

  • รับประทานยาตามอาการ เช่น 
    - ยาลดไข้แก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol)
    - ยาแก้แพ้/ลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง
    - ยาแก้ไอ เลือกใช้ตามลักษณะของอาการไอ เช่น ยาแก้ไอขับเสมหะ หรือยาแก้ไอระงับอาการไอ
    - ยาอมแก้เจ็บคอ หรือสเปรย์พ่นคอ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

  • การกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและลดการสะสมของเชื้อ

  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยลดอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

    *การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่มีประโยชน์ในการรักษาไข้หวัด เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้

การรักษาไข้หวัดใหญ่

     การรักษาไข้หวัดใหญ่อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สุขภาพพื้นฐานของผู้ป่วย และระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ

  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ เหมือนกับการรักษาไข้หวัด

  • ยาลดไข้และยาบรรเทาอาการ เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อย

  • ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Antiviral drugs) เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะ เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) หรือซานามิเวียร์ (Zanamivir) ยาเหล่านี้จะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงของโรค และลดระยะเวลาการเจ็บป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่จะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงแรกนับจากเริ่มมีอาการ

  • การรักษาประคับประคอง หากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

    *สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม
     

การป้องกันไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เริ่มต้นที่ตัวเรา

     การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่กระจายของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี

1. การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

     วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ทุกปีตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่จะระบาด การฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง) ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

  • กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ได้แก่
    - เด็กเล็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
    - หญิงตั้งครรภ์ (ไม่ว่าจะอยู่ในไตรมาสใดก็ตาม)
    - ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
    - ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง
    - ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
    - ผู้ป่วยธาลัสซีเมียและผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมถึงผู้ติดเชื้อ HIV)
    - ผู้ที่อยู่ในสถานที่มีคนรวมกลุ่มกันจำนวนมาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์, ผู้ดูแลผู้ป่วย

    *การฉีดวัคซีนนอกจากจะช่วยปกป้องตัวท่านเองแล้ว ยังช่วยลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นในชุมชน (Herd Immunity) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการระบาด

2. สุขอนามัยที่ดีและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะหลังไอ จาม ก่อนรับประทานอาหาร และหลังสัมผัสพื้นผิวต่างๆ

  • ไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้า หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปาก เพราะเป็นช่องทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

  • ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ควรใช้กระดาษทิชชู หรือข้อพับแขนด้านในในการปิดปากและจมูก เมื่อไอหรือจาม แล้วทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดทันที

  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย หากเป็นไปได้ ให้รักษาระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรค

  • สวมหน้ากากอนามัย หากต้องอยู่ในที่แออัด หรือเมื่อมีอาการป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
     

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการป่วย

     หากท่านมีอาการไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรปฏิบัติดังนี้

  • พักผ่อนอยู่บ้าน หลีกเลี่ยงการไปทำงาน โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น

  • ล้างมือบ่อยๆ 

  • ดื่มน้ำมากๆ

  • รับประทานยาตามอาการ

  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแย่ลง เช่น ไข้สูงไม่ลด หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
     

สรุป ป้องกันพยาธิไชผิวหนัง ง่ายกว่าที่คิด

     พยาธิไชผิวหนัง (Cutaneous Larva Migrans - CLM) เป็นโรคผิวหนังที่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแค่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ วงจรชีวิตของพยาธิ และการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินหรือทรายที่ปนเปื้อนอุจจาระสัตว์ และการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคนี้
 

บทสรุป ความสำคัญของการตระหนักรู้และป้องกัน

     โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกท่าน เราพร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย หากท่านมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลเกี่ยวกับอาการป่วย ไม่ลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาเรา เพื่อสุขภาพที่ดีของท่านและคนที่ท่านรัก
 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: ไข้หวัดสามารถพัฒนาไปเป็นไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่?

     A1: ไม่ได้ ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน ไข้หวัดที่เกิดจากไวรัสไรโนไวรัสจะไม่กลายพันธุ์ไปเป็นไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) อย่างไรก็ตาม การเป็นไข้หวัดอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่นๆ เพิ่มขึ้นได้

Q2: เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อไข้หวัดใหญ่มากกว่ากลุ่มอื่นจริงหรือไม่?

     A2: จริงครับ เด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักที่จะมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ได้มากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทั้งสองกลุ่มอายุนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ในเด็กเล็ก และเสื่อมลงตามวัยในผู้สูงอายุ ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Q3: หากเป็นไข้หวัดใหญ่แล้ว สามารถฉีดวัคซีนได้เลยหรือไม่?

     A3: ยาทาแก้คันทั่วไป หรือยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (สเตียรอยด์ครีม) ช่วยบรรเทาอาการคันและลดการอักเสบได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้ การรักษาที่ถูกต้องคือการใช้ยาถ่ายพยาธิชนิดรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อกำจัดตัวอ่อนพยาธิให้หมดไป ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็นพยาธิไชผิวหนัง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและยาที่ถูกต้อง

Q4: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่?

     A4: ยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลในการรักษาไข้หวัดใหญ่โดยตรง เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

Q5: การพักผ่อนที่บ้านเพียงพอหรือไม่ หากเป็นไข้หวัดใหญ่?

     A5: การพักผ่อนที่บ้านเพียงพอสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง (เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก สับสน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม

 

 

 


 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคไข้หวัดใหญ่ และ ไข้หวัด ?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 



 
 

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ แม้จะดูเป็นโรคที่คุ้นเคย แต่ความแตกต่างในด้านความรุนแรงและผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม การตระหนักรู้ถึงความแตกต่างของทั้งสองโรคนี้
จะช่วยให้เราสามารถประเมินอาการเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง ตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันตนเองและคนที่คุณรักจากการติดเชื้อและการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง
เรามีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมดูแลคุณ
สามารถปรึกษาได้ที่ ผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
โทร. 056 000 111  "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล" 

 

 

 

 ขอคำปรึกษา คลิก

 




 

 

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2567). ไข้หวัดใหญ่ : https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?disease=54&submenu=content&title=1

  • โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. (ม.ป.ป.). ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold). : https://www.siph.mahidol.ac.th/th/health/health-article/article-health/2351

  • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ไข้หวัดใหญ่ รู้ทัน ป้องกันได้ : https://www.si.mahidol.ac.th/th/siriraj-mag/detail.php?code=816

  • ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับนโยบายการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี : https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/7-1-31-68


    หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและสร้างความตระหนัก ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำและการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีข้อสงสัยหรืออาการป่วย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม

สถานที่

ชั้น 1

เวลาทำการ

จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

02 มิถุนายน 2568

ผลเสียของการดื่มสุรา ที่คุณอาจไม่เคยตระหนัก

การดื่มสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ก็นำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากมาย ตั้งแต่ผลกระทบต่ออวัยวะภายใน ระบบประสาท จิตใจ ไปจนถึงปัญหาสังคมที่ตามมา

02 มิถุนายน 2568

ผลเสียของการดื่มสุรา ที่คุณอาจไม่เคยตระหนัก

การดื่มสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ก็นำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากมาย ตั้งแต่ผลกระทบต่ออวัยวะภายใน ระบบประสาท จิตใจ ไปจนถึงปัญหาสังคมที่ตามมา

06 สิงหาคม 2568

โรคไข้ดิน ภัยร้ายจากดินและน้ำท่วมที่อันตรายถึงชีวิต รู้ทัน ป้องกันได้ ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

เจาะลึกโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ที่อันตรายถึงชีวิต ทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษาอย่างถูกวิธี ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

06 สิงหาคม 2568

โรคไข้ดิน ภัยร้ายจากดินและน้ำท่วมที่อันตรายถึงชีวิต รู้ทัน ป้องกันได้ ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

เจาะลึกโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ที่อันตรายถึงชีวิต ทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษาอย่างถูกวิธี ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

14 ตุลาคม 2568

5 อันดับโรคมะเร็ง ที่ผู้หญิงต้องระวัง รู้ทันก่อนป้องกันได้

วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ 5 โรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงควรรู้เท่าทัน พร้อมวิธีสังเกตอาการและแนวทางป้องกัน เพื่อให้คุณและคนที่รักอยู่ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ให้นานที่สุด

14 ตุลาคม 2568

5 อันดับโรคมะเร็ง ที่ผู้หญิงต้องระวัง รู้ทันก่อนป้องกันได้

วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ 5 โรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงควรรู้เท่าทัน พร้อมวิธีสังเกตอาการและแนวทางป้องกัน เพื่อให้คุณและคนที่รักอยู่ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ให้นานที่สุด