Header

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

03 ธันวาคม 2568

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

     โรคหัดเยอรมัน (Rubella หรือ German Measles) เป็นหนึ่งในโรคไข้ออกผื่นที่พ่อแม่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อ แต่อาจยังสับสนกับ "โรคหัด" ธรรมดา หรือ "ส่าไข้" แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วหัดเยอรมันในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงของมันคือผลกระทบต่อ "หญิงตั้งครรภ์" และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

โรคหัดเยอรมัน คืออะไร?

     โรคหัดเยอรมัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้จะมีลักษณะอาการออกผื่นคล้ายกัน แต่หัดเยอรมันมักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและระยะเวลาการเป็นโรคสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า "หัด 3 วัน" 

การติดต่อของโรค

     เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ได้แก่

  • การไอ หรือจามรดกัน
  • การสัมผัสละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย
  • การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า

* ข้อควรระวัง ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 7 วันก่อนผื่นขึ้น และต่อเนื่องไปอีกประมาณ 7 วันหลังผื่นขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องระวังการแพร่ระบาดในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

สังเกตอาการ ลูกน้อยเป็นหัดเยอรมันหรือไม่?    

     หลังจากได้รับเชื้อ จะมีระยะฟักตัวประมาณ 14 – 21 วัน โดยอาการจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้                                                                                                  

1. ระยะนำ (Prodromal Stage)

ในเด็กเล็กอาจสังเกตได้ยาก หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่

  • มีไข้ต่ำๆ ถึงปานกลาง (ประมาณ 37.5 - 38.5 องศาเซลเซียส)
  • ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • ตาแดงเล็กน้อย น้ำมูกไหล ไอ

2. ระยะออกผื่น (Exanthematous Stage)

นี่คือระยะที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุด

  • ลักษณะผื่น เป็นผื่นราบสีชมพูอ่อนๆ หรือสีแดงจางๆ (ไม่แดงจัดเท่าโรคหัด) แยกกันเป็นเม็ดๆ ไม่รวมเป็นปื้นใหญ่
  • การกระจายตัว เริ่มขึ้นที่ใบหน้า แล้วลามลงมาที่คอ ลำตัว แขน และขา อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง
  • ระยะเวลา ผื่นมักจะจางหายไปภายใน 2-3 วัน โดยเรียงลำดับการหายเหมือนตอนขึ้น (หน้าหายก่อน) และมักไม่ทิ้งรอยดำ

3. อาการเฉพาะที่สำคัญ (The Hallmark Sign)

จุดสังเกตที่ช่วยแยกโรคหัดเยอรมันออกจากโรคไข้ออกผื่นอื่นๆ คือ "ต่อมน้ำเหลืองโต" โดยเฉพาะบริเวณ

  • หลังหู (Postauricular)
  • ท้ายทอย (Occipital)
  • ด้านหลังของลำคอ (Posterior Cervical) โดยจะคลำพบเป็นก้อนนูน นุ่ม และอาจรู้สึกเจ็บเมื่อกด

 

ทำไมหัดเยอรมันถึงอันตราย? (ภาวะแทรกซ้อน)

     แม้ในเด็กอาการมักจะไม่รุนแรงและหายเองได้ แต่ภาวะแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ข้ออักเสบ (พบบ่อยในเด็กโตและผู้ใหญ่), สมองอักเสบ (พบได้น้อยมาก), หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ความอันตรายสูงสุด ผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ ความน่ากลัวที่สุดของหัดเยอรมันไม่ใช่การเกิดโรคในเด็ก แต่คือการที่ "เด็กแพร่เชื้อไปสู่แม่ที่กำลังตั้งครรภ์"

หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสสามารถผ่านรกเข้าไปทำลายทารกในครรภ์ได้ ทำให้เกิด กลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome - CRS) ซึ่งส่งผลให้ทารกพิการรุนแรง เช่น

  • หูหนวก
  • ตาเป็นต้อกระจก หรือต้อหิน
  • หัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ศีรษะเล็ก พัฒนาการช้า หรือสมองพิการ


การวินิจฉัยและการรักษา 

การวินิจฉัย (Diagnosis)

     แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติอาการ ลักษณะของผื่น และการคลำต่อมน้ำเหลือง หากต้องการความแน่ชัด แพทย์อาจทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับภูมิต้านทาน (Antibody) ชนิด IgM หรือ IgG ต่อเชื้อ Rubella

แนวทางการรักษา (Treatment)

     ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาจำเพาะ สำหรับฆ่าเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) จนกว่าร่างกายจะกำจัดเชื้อออกไปเอง

  • ลดไข้ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น และให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (ห้ามใช้แอสไพริน)
  • พักผ่อน ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • ดื่มน้ำ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • แยกผู้ป่วย แยกเด็กออกจากผู้อื่น โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ จนกว่าผื่นจะยุบหายไปแล้วอย่างน้อย 7 วัน

วัคซีนป้องกัน เกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด

กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดวัคซีน MMR 2 เข็ม ดังนี้

  • เข็มที่ 1 เมื่ออายุ 9 - 12 เดือน
  • เข็มที่ 2 เมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง - 4 ปี (หรืออาจฉีดเร็วกว่านั้น หากมีการระบาด แต่ต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน)

บทสรุป

โรคหัดเยอรมันป้องกันได้ด้วยวัคซีน อย่ารอให้โรคภัยมาเยือนลูกน้อยและคนที่คุณรัก ตรวจสอบสมุดวัคซีนของลูกวันนี้ ว่าได้รับวัคซีนรวม (MMR) ครบตามเกณฑ์แล้วหรือยัง

  • การปรับพฤติกรรม เช่น เลิกบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  • การใช้ยา เช่น ยาลดคอเลสเตอรอล ยาเพิ่มการไหลเวียนเลือด ยาควบคุมความดันโลหิตและเบาหวาน
  • การทำกายภาพบำบัดโดยมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้มีภาวะนี้ (เช่น เดินบนลู่วิ่งใต้การดูแล) 
  • กรณีหลอดเลือดตีบ หรืออุดตันอย่างรุนแรง ทีมแพทย์ของเราพร้อมทำหัตถการทางหลอดเลือด เช่น บอลลูนขยายหลอดเลือด ใส่สเตนท์ หรือผ่าตัดบายพาส ในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน

 

 

 

 

 

 
 

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยเรื่องอาการของลูก พัฒนาการ หรือต้องการปรึกษาเรื่องวัคซีน สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เราพร้อมดูแลด้วยหัวใจ ดุจคนในครอบครัว เพื่อให้ลูกน้อยของคุณเติบโตอย่างแข็งแรงและสมวัย


โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยและวิธีการรักษาอื่นๆ อย่างครบวงจร

 ขอคำปรึกษา คลิก

 

 

Q&A: ไขข้อข้องใจเรื่องหัดเยอรมัน กับแพทย์ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่คลายกังวล เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาตอบโดยสังเขป

Q1: ลูกเคยเป็นหัดเยอรมันแล้ว จะเป็นซ้ำได้อีกไหม?

A: โดยปกติแล้ว เมื่อเป็นหัดเยอรมัน ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาและมักจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต โอกาสเป็นซ้ำจึงน้อยมากครับ

Q2: ถ้าลูกมีไข้และผื่นขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหัดเยอรมัน หรือส่าไข้ ควรทำอย่างไร?

A: ส่าไข้มักไข้สูงลอย 3-4 วัน พอไข้ลดผื่นจึงขึ้น แต่หัดเยอรมันมักมีไข้ต่ำๆ พร้อมผื่น และมีต่อมน้ำเหลืองโต หากไม่แน่ใจ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าที่บ้านมีหญิงตั้งครรภ์อาศัยอยู่ด้วย

Q3: ผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนหัดเยอรมันได้ไหม?

A: ได้ครับ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่วางแผนจะมีบุตร ควรตรวจภูมิคุ้มกันก่อน หากไม่มีภูมิควรฉีดวัคซีนและคุมกำเนิดอย่างน้อย 1-3 เดือนหลังฉีด

Q4: อาบน้ำให้ลูกตอนเป็นหัดเยอรมันได้ไหม? 

A: อาบได้ตามปกติครับ ใช้น้ำอุ่นและสบู่เหลวสูตรอ่อนโยน เพื่อรักษาความสะอาดผิวหนังและลดความเสี่ยงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

 

 

 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคหัดเยอรมันในเด็ก?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 

 

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์สุขภาพเด็ก

สถานที่

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

เวลาทำการ

จ-อ : 8.30-20.00 ,พ-ส : 07.00-20.00 ,อา : 8.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 500602

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

13 มิถุนายน 2568

ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย

ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย (Precocious Puberty) คือภาวะที่เด็กเริ่มแสดงลักษณะทางเพศรอง ซึ่งเป็นสัญญาณของการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก่อนเกณฑ์อายุที่เหมาะสม นั่นคือ ก่อนอายุ 8 ขวบในเด็กผู้หญิง และก่อนอายุ 9 ขวบในเด็กผู้ชาย ภาวะนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพัฒนาการทางร่างกายที่เร็วกว่าปกติ

13 มิถุนายน 2568

ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย

ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย (Precocious Puberty) คือภาวะที่เด็กเริ่มแสดงลักษณะทางเพศรอง ซึ่งเป็นสัญญาณของการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก่อนเกณฑ์อายุที่เหมาะสม นั่นคือ ก่อนอายุ 8 ขวบในเด็กผู้หญิง และก่อนอายุ 9 ขวบในเด็กผู้ชาย ภาวะนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพัฒนาการทางร่างกายที่เร็วกว่าปกติ

30 มิถุนายน 2568

"ผื่นในเด็ก" คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ รับมืออย่างไรเมื่อเจ้าตัวน้อยมีปัญหาผิว

ผิวของเด็กทารกและเด็กเล็กนั้น บอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เปรียบเสมือนปราการด่านแรกที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ "ผื่น" ชนิดต่างๆ จะกลายเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอันดับต้นๆ ผื่นแดง ตุ่มเล็กๆ

30 มิถุนายน 2568

"ผื่นในเด็ก" คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ รับมืออย่างไรเมื่อเจ้าตัวน้อยมีปัญหาผิว

ผิวของเด็กทารกและเด็กเล็กนั้น บอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เปรียบเสมือนปราการด่านแรกที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ "ผื่น" ชนิดต่างๆ จะกลายเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอันดับต้นๆ ผื่นแดง ตุ่มเล็กๆ

01 เมษายน 2569

วัณโรคในเด็ก (Childhood Tuberculosis) ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วัณโรคในเด็กแม้จะเป็นโรคที่มีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรักษา แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน เด็กสามารถหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

01 เมษายน 2569

วัณโรคในเด็ก (Childhood Tuberculosis) ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วัณโรคในเด็กแม้จะเป็นโรคที่มีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรักษา แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน เด็กสามารถหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น