ทำความเข้าใจ นิ่วในถุงน้ำดี อาการ แนวทางรักษาและปัจจัยเสี่ยง

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตแต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนทั่วไป โดยภาพรวมนั้น โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่สามารถตรวจพบได้ส่วนมากในช่วงอายุ 30 – 50 ปี ส่วนใหญ่พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ข้อชวนสังเกตก็คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดีมีอาการแสดงออกที่คล้ายกับโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนส่วนมากละเลยและรักษาโดยการซื้อยามารับประทานเอง จนกระทั่งอาการรุนแรงขึ้นแล้วได้เข้าพบแพทย์ ถึงรู้อาการที่แท้จริง และวันนี้ทางโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จะมาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าว ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร และสามารถรักษาหายได้อย่างไร

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร?

นิ่วในถุงน้ำดี ถือเป็นอีกหนึ่งโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด โดยนิ่วเกิดจากการตกตะกอนของหินปูนหรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี และสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. นิ่วจากคอเลสเตอรอล: เกิดจากการตกตะกอนของไขมัน เนื่องจากระดับคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีเพิ่มสูง นิ่วอาจมีสีเหลือง ขาว หรือเขียว
  2. นิ่วจากเม็ดสี: เกิดจากความผิดปกติของเลือด เช่น ภาวะโลหิตจาง โรคตับแข็ง นิ่วอาจเป็นสีคล้ำดำ
  3. นิ่วโคลน: เกิดจากการติดเชื้อบริเวณใกล้ตับ ตับอ่อน หรือท่อน้ำดี นิ่วจะมีลักษณะเหนียวหนืด คล้ายโคลน

ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคนิ่วในถุงน้ำดี?

อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่า นิ่วสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็อาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป โดยนิ่วอาจเกิดจากการตกตะกอนของไขมัน ความผิดปกติของเลือด หรือการติดเชื้ออื่น ๆ ก็ได้ และโดยส่วนมากอาการความผิดปกติของร่างกายเหล่านี้ สามารถพบได้ในผู้ที่มีภาวะหรืออาการของโรคกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • เพศหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
  • ภาวะโรคอ้วน น้ำหนักมาก 
  • ระดับคอเลสเตอรอลสูง
  • โรคเบาหวาน 
  • ตั้งครรภ์หลายครั้ง
  • ใช้ยาคุมกำเนิด
  • รับฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่อดอาหาร หรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • ทานยาลดไขมันในเลือดบางชนิด
  • มีความผิดปกติของเลือด เช่น โลหิตจาง ธาลัสซีเมีย
  • พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติอาการ
อาการปวดท้องบิดเป็นหนึ่งในอาการของ นิ่วในถุงน้ำดี

อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

อาการที่สังเกตได้ของโรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถแตกต่างกันออกไป โดยอาจมีอาการดังนี้

  • ท้องเฟ้อ
  • เรอ
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • อาหารไม่ย่อย
  • ปวดท้องบิด

ซึ่งโดยทั่วไปคืออาการของภาวะอาหารไม่ย่อย เกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหารที่มีความมัน บางรายอาจมีอาการปวดบิดรุนแรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา บางรายอาจมีอาการเหงื่อออก เป็นลม และปวดท้องหลังทานอาหารที่มีความมัน หรืออาหารมื้อหนัก

หากเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ห้ามกินอะไร?

ปัจจัยหลักๆ ของนิ่วในถุงน้ำดีมาจากปริมาณคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีนั้นมีมากเกินไป 

ซึ่งมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นตัวหลัก เราจึงต้องควบคุมอาหาร และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นนิ่ว หรือเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหนักขึ้นสำหรับผู้ป่วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารจำพวกที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด ไข่แดง เนื้อหนัง เนย เครื่องในสัตว์  อาหารทะเลบางชนิด ขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิและน้ำตาล รวมไปถึงแอลกอฮอล์ด้วย เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น เสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่ายขึ้น

การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้อย่างไร?

ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การตรวจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคผ่านการทำอัลตราซาวด์บริเวณช่องท้องส่วนบน เนื่องจากสามารถเห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ชัดเจน

โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถรักษาให้หายได้อย่างไร?

ในผู้ป่วยรายที่สามารถทำการผ่าตัดได้ แนะนำให้ผ่าตัดเพื่อเอาถุงน้ำดีออก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยการผ่าตัดสามารถแบ่งออกได้เป็นแบบเปิดหน้าท้องในกรณีที่มีอาการอักเสบมาก และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งแพทย์จะทำการเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องเพื่อส่องกล้องให้เห็นภาพทุกมิติแล้วจึงตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีให้หลุดออก การผ่าตัดผ่านกล้องเป็นการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ทำให้แผลมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย ลดการติดเชื้อ และะฟื้นตัวได้เร็ว และเมื่อผ่าตัดนำถุงน้ำดีออกไปแล้ว ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับกระบวนการย่อยอาหาร แต่ควรลดอาหารที่มีความมันสูง และรับประทานผักและปลามากขึ้น เพื่อให้ห่างไกลจากอาการท้องอืดและมีสุขภาพดีในระยะยาว