หลอดเลือดหัวใจตีบ รู้ทัน สาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และการตรวจด้วยการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab)
08 กรกฎาคม 2568
หลอดเลือดหัวใจตีบ รู้ทัน สาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และการตรวจด้วยการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab)
หัวใจ คืออวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อใดที่การทำงานของหัวใจมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หนึ่งในภาวะที่น่าเป็นห่วงและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก คือ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" (Coronary Artery Disease หรือ CAD)
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มักถูกขนานนามว่าเป็น "ภัยเงียบ" เพราะในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ จนกระทั่งอาการปรากฏเมื่อหลอดเลือดตีบแคบลงมาก หรือเกิดการอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ หลายท่านอาจเคยได้ยินเรื่องการ "ฉีดสีสวนหัวใจ" ซึ่งเป็นหัตถการที่สำคัญยิ่งในการวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ที่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เรามีห้องปฏิบัติการตรวจหัวใจและการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiac Catheterization Laboratory หรือ New Cath Lab) ที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ผู้เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือด และบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและครบวงจร
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คืออะไร?
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Coronary Artery Disease - CAD) คือภาวะที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดการตีบแคบหรืออุดตัน สาเหตุหลักเกิดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์ต่างๆ ก่อตัวเป็นตะกรัน หรือคราบพลัค (Plaque) เกาะอยู่ตามผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น และตีบแคบลง หรือที่เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
เมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบลง การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจก็ลดลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) และหากมีการอุดตันอย่างสมบูรณ์เฉียบพลัน ก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction หรือ Heart Attack) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมได้
1. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
-
อายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในเพศชายที่อายุมากกว่า 45 ปี และเพศหญิงที่อายุมากกว่า 55 ปี (หลังวัยหมดประจำเดือน)
-
เพศ เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงในช่วงวัยก่อนหมดประจำเดือน
-
พันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อย (เพศชายก่อน 55 ปี, เพศหญิงก่อน 65 ปี) จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
2. ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมได้
-
ภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมัน LDL (ไขมันไม่ดี) สูง และไขมัน HDL (ไขมันดี) ต่ำ
-
โรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเรื้อรังทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและแข็งตัว
-
โรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและมีอาการรุนแรงกว่า
-
การสูบบุหรี่ สารเคมีในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดและเพิ่มการสะสมของไขมัน
-
ภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะไขมันที่สะสมบริเวณช่องท้อ
-
ขาดการออกกำลังกาย
-
ความเครียดเรื้อรัง
-
การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารแปรรูป โซเดียมสูง
อาการของ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับความตีบแคบของหลอดเลือดและการอุดตัน อาการมักปรากฏเมื่อหลอดเลือดตีบแคบเกินกว่า 70% หรือเมื่อเกิดการอุดตันเฉียบพลัน
1. อาการเจ็บหน้าอก (Angina Pectoris)
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดและเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ ลักษณะอาการมักเป็น
-
เจ็บแน่นๆ อึดอัด เหมือนมีอะไรมาบีบรัด หรือกดทับกลางหน้าอก อาจรู้สึกเหมือนมีของหนักทับ
-
อาจร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ซ้าย คอ กราม หรือหลังได้
-
มักเกิดขึ้นเมื่อออกแรงมาก ออกกำลังกาย เดินเร็ว ขึ้นบันได ยกของหนัก หรือมีความเครียดทางอารมณ์
-
อาการมักบรรเทาลงเมื่อหยุดพัก หรืออมยาขยายหลอดเลือดใต้ลิ้น (Nitroglycerin) ภายในไม่กี่นาที
-
อาการเจ็บมักคงอยู่ประมาณ 2-10 นาที
2. อาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้
นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย หรือเป็นอาการหลักในบางราย โดยเฉพาะในผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีปัญหาทางระบบประสาท
-
เหนื่อยง่ายผิดปกติ เหนื่อยหอบเมื่อออกแรงเพียงเล็กน้อย หรือเหนื่อยแม้ในขณะพัก
-
ใจสั่น
-
เวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม
-
เหงื่อออกท่วมตัว
-
คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack)
เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจอย่างสมบูรณ์ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงและเริ่มตายลงอย่างรวดเร็ว อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีคือ
-
เจ็บหน้าอกรุนแรง นานเกิน 20 นาที และไม่บรรเทาลงด้วยการพัก หรืออมยาใต้ลิ้น
-
อาการเจ็บอาจร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ซ้าย คอ กราม หรือหลัง
-
มีเหงื่อแตกท่วมตัว ตัวเย็น ซีด
-
คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ อ่อนเพลียมาก
-
หายใจหอบ เหนื่อยมาก
-
รู้สึกใจสั่น หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที เพราะทุกนาทีมีความสำคัญในการรักษาชีวิตและรักษาเนื้อเยื่อหัวใจ
การวินิจฉัย "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" ความสำคัญของการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab)
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม วิธีการวินิจฉัยมีหลายวิธี ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจที่ให้รายละเอียดสูงสุด
1. การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
-
การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามประวัติอาการ ปัจจัยเสี่ยง และตรวจร่างกายเพื่อประเมินเบื้องต้น
-
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - EKG/ECG) เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว และเป็นพื้นฐานในการตรวจหาความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้ถึงภาวะหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย
-
การตรวจเลือดหาเอนไซม์หัวใจ (Cardiac Enzymes/Troponin) หากสงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การตรวจเลือดเพื่อหาระดับเอนไซม์ที่รั่วออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้
-
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test หรือ EST) เป็นการทดสอบให้หัวใจทำงานหนักขึ้นโดยการเดินบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยาน พร้อมกับบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อดูว่ามีอาการหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นเมื่อหัวใจทำงานหนักหรือไม่
-
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ เพื่อดูโครงสร้าง การทำงานของลิ้นหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ และการบีบตัวของหัวใจ
2. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiogram - CTA Coronary)
เป็นการตรวจโดยการฉีดสารทึบแสงทางหลอดเลือดดำ และใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงในการสร้างภาพ 3 มิติของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เห็นการตีบแคบของหลอดเลือดได้ ข้อดีคือไม่ต้องใส่สายสวนเข้าไปในหัวใจ ข้อจำกัดคืออาจไม่แม่นยำเท่าการฉีดสีสวนหัวใจในบางกรณี และไม่สามารถทำการรักษาได้ทันที
3. การฉีดสีสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization and Coronary Angiography) หัวใจของการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำ
การฉีดสีสวนหัวใจ คือหัตถการมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่แม่นยำที่สุด และสามารถทำการรักษาได้ทันทีหากพบความผิดปกติ หัตถการนี้ดำเนินการใน ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ หรือ Cath Lab (Cardiac Catheterization Laboratory)
ขั้นตอนการทำ
- การเตรียมตัว ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมความพร้อม แพทย์จะอธิบายขั้นตอนและประโยชน์ความเสี่ยง
- การให้ยาชา แพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่บริเวณข้อมือ หรือขาหนีบ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะสอดสายสวนเข้าไป
- การสอดสายสวน แพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กและยืดหยุ่น (Catheter) เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ (Radial Artery) หรือขาหนีบ (Femoral Artery) แล้วค่อยๆ ดันสายสวนไปตามหลอดเลือดจนถึงบริเวณปากทางออกของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Arteries)
- การฉีดสารทึบแสง เมื่อสายสวนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แพทย์จะฉีดสารทึบแสง (Contrast Dye) เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ และทำการถ่ายภาพเอกซเรย์แบบเรียลไทม์ (Fluoroscopy)
- การแปลผล สารทึบแสงจะทำให้หลอดเลือดหัวใจปรากฏชัดเจนในภาพเอกซเรย์ ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีตำแหน่งใดของหลอดเลือดที่มีการตีบแคบ อุดตัน หรือมีความผิดปกติอื่นๆ และประเมินระดับความรุนแรงของการตีบ
- การรักษา (หากพบความผิดปกติ) หากพบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์อาจพิจารณาทำการรักษาต่อทันทีในหัตถการเดียวกัน เช่น การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (Percutaneous Coronary Intervention - PCI หรือ Balloon Angioplasty with Stent Implantation) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
ข้อดีของการฉีดสีสวนหัวใจใน Cath Lab
- ความแม่นยำสูงสุด เป็นวิธีที่ให้ภาพของหลอดเลือดหัวใจที่ชัดเจนและละเอียดที่สุด
- วินิจฉัยและรักษาได้ในเวลาเดียวกัน หากพบการตีบแคบ สามารถทำการขยายหลอดเลือดได้ทันที โดยไม่ต้องรอ
- ประเมินการทำงานของหัวใจได้ สามารถวัดความดันในห้องหัวใจและหลอดเลือดใหญ่ต่างๆ ได้
- ปลอดภัยสูง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้หัตถการนี้มีความปลอดภัยสูง และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงพบน้อยมาก
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีห้องปฏิบัติการตรวจหัวใจและการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจและสมอง (New Cath Lab) ที่ได้มาตรฐาน พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือดที่มีประสบการณ์สูง ทำให้เราสามารถให้บริการการวินิจฉัยและการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทุกท่าน
แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่ตีบ จำนวนหลอดเลือดที่ตีบ สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และปัจจัยอื่นๆ แพทย์จะพิจารณารูปแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยา (ในกรณีที่ไม่รุนแรง)
สำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบไม่มาก หรืออยู่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
-
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ลดอาหารไขมันสูง ลดหวาน ลดเค็ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ จัดการความเครียด และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
-
การใช้ยา
- ยาลดไขมัน เช่น Statin เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
- ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin เพื่อป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือดที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด
- ยาขยายหลอดเลือด เช่น Nitrates เพื่อช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ ลดอาการเจ็บหน้าอก
- ยาลดความดันโลหิต หากมีภาวะความดันโลหิตสูง
- ยาควบคุมเบาหวาน หากเป็นเบาหวาน
- ยาอื่นๆ ตามความเหมาะสมและดุลยพินิจของแพทย์
2. การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (Percutaneous Coronary Intervention - PCI)
เป็นหัตถการที่ทำในห้อง Cath Lab หากพบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบที่สามารถทำการรักษาได้โดยการใส่สายสวน
-
หลักการ แพทย์จะสอดสายสวนบอลลูนขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ แล้วขยายบอลลูนเพื่อดันตะกรันให้ไปติดกับผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดกว้างขึ้น จากนั้นจะใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) ซึ่งเป็นตาข่ายโลหะขนาดเล็ก เข้าไปในหลอดเลือดเพื่อค้ำยันไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำอีก
-
ข้อดี เป็นหัตถการที่ทำได้เร็ว ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดตีบ 1-2 เส้น หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
3. การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting - CABG)
เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น หรือมีการตีบแคบในตำแหน่งที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งการทำ PCI อาจไม่เหมาะสม หรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
-
หลักการ ศัลยแพทย์จะนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หลอดเลือดดำจากขา หรือหลอดเลือดแดงจากหน้าอก มาสร้างทางเบี่ยง (Bypass) เพื่อให้เลือดไหลผ่านส่วนที่ตีบตันของหลอดเลือดหัวใจไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือด
-
ข้อดี เป็นการแก้ไขปัญหาการตีบของหลอดเลือดหัวใจที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในระยะยาวสำหรับผู้ป่วยบางราย
การป้องกัน "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" เริ่มต้นวันนี้ เพื่อหัวใจที่แข็งแรงในอนาคต
การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีประวัติในครอบครัว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม
-
ควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดไขมันอิ่มตัว ลดคอเลสเตอรอล ลดโซเดียม เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และปลา
-
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายระดับหนัก
-
งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง การงดบุหรี่เป็นการลดความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
-
ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลดภาวะอ้วนลงพุง
-
ควบคุมโรคประจำตัว หากเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ควรรักษาและควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
-
จัดการความเครียด หาวิธีผ่อนคลายความเครียดที่เหมาะสม เช่น การทำสมาธิ โยคะ ฟังเพลง หรือกิจกรรมที่ชอบ
-
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลสุขภาพหัวใจ
เมื่อไหร่ที่ควรมาปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ?
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ไม่ควรรอช้า ควรมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือดที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ทันที
-
มีอาการเจ็บหน้าอกที่ผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อออกแรง หรือมีอาการร้าวไปที่แขน คอ กราม
-
เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือเหนื่อยหอบเมื่อออกแรงเพียงเล็กน้อย
-
มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง มีประวัติครอบครัว
-
ต้องการตรวจคัดกรองสุขภาพหัวใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลสุขภาพเชิงรุก
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นภาวะสุขภาพที่ร้ายแรง แต่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากเรามีความรู้ความเข้าใจและหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพหัวใจของเรา
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ใครบ้างที่ควรพิจารณาฉีดสีสวนหัวใจ?
A1: การฉีดสีสวนหัวใจมักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น เจ็บหน้าอกผิดปกติ เหนื่อยง่ายผิดปกติ และการตรวจเบื้องต้นอื่นๆ (เช่น EKG, EST, Echo) พบความผิดปกติ หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมากที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
Q2: การฉีดสีสวนหัวใจเจ็บหรือไม่?
A2: โดยทั่วไป จะไม่เจ็บปวดขณะทำหัตถการ เพราะแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่สอดสายสวน (เช่น ข้อมือ หรือขาหนีบ) ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนฉีดยาชา และอาจรู้สึกอุ่นๆ หรือร้อนวูบวาบเล็กน้อยเมื่อฉีดสารทึบแสง แต่จะไม่เจ็บปวดอย่างรุนแรง และผู้ป่วยจะรู้สึกตัวตลอดการทำหัตถการ
Q3: ใช้เวลาในการฉีดสีสวนหัวใจนานแค่ไหน?
A3: ระยะเวลาในการฉีดสีสวนหัวใจมักจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละกรณี หากมีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดต่อ ก็อาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยครับ หลังทำหัตถการ ผู้ป่วยจะต้องนอนราบเพื่อกดห้ามเลือดและเฝ้าระวังอาการอีกประมาณ 4-6 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
Q4: การเตรียมตัวก่อนฉีดสีสวนหัวใจต้องทำอย่างไรบ้าง?
A4: โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้ งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนทำหัตถการ แจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะสารทึบแสง หรือยาอื่นๆ รวมถึงยาที่รับประทานประจำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูง และควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันนัด
Q5: หากผลฉีดสีสวนหัวใจพบว่าหลอดเลือดตีบ จะสามารถรักษาต่อได้เลยหรือไม่?
A5: สามารถรักษาต่อได้เลยทันที นี่คือข้อดีสำคัญของการฉีดสีสวนหัวใจในห้อง Cath Lab หากแพทย์พบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบที่เหมาะสมกับการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แพทย์จะสามารถทำการรักษาในหัตถการเดียวกันนั้นเลย ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องกลับมาทำซ้ำหลายครั้งและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
Q6: ห้อง Cath Lab คืออะไร รักษาอะไรบ้าง?
A6: Cath lab เป็นชื่อเรียกง่ายๆ ของห้องปฏิบัติการตรวจหัวใจและการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจ เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ ซึ่งเป็นห้องที่มีประสิทธิภาพในการประมวลภาพของหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดอื่นๆ ในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติม

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพหัวใจของท่านและครอบครัว เราเข้าใจว่าหัวใจของคุณมีค่า และเราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องหัวใจดวงนี้ให้เต้นต่อไปอย่างแข็งแรง
หากท่านต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจ สามารถติดต่อ หรือเข้ามาปรึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของเราได้ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เราพร้อมดูแลท่านด้วยความรักและความห่วงใย
"ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล"

มีคำถามเกี่ยวกับ หลอดเลือดหัวใจตีบ ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)
- สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ (สำหรับแพทย์) ฉบับปรับปรุง 2563 http//www.thaiheart.org/images/column_1409249051/Clinical%20Practice%20Guideline%20for%20Coronary%20Artery%20Disease%202020.pdf
- โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบ https//www.siphhospital.com/th/news/article/share/coronary-artery-disease
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. การขยายหลอดเลือดโคโรนารีโดยบอลลูนและขดลวด. https//chulalongkornhospital.go.th/kcmh/articles/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B2/
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ,พฤ,ศ : 17.00-20.00 ,อ,พ : 17.00-19.00 ส,อา : 08.00-17.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510211


