Header

HIV เข้าใจให้ถูก ป้องกันและรักษาได้

10 มิถุนายน 2568

HIV เข้าใจให้ถูก ป้องกันและรักษาได้

     HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนและทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ภาวะ เอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ ข่าวดี คือ ปัจจุบันมี ยาต้านไวรัส (ART – Antiretroviral Therapy) ที่สามารถควบคุมไวรัสในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ปกติ ไม่แพร่เชื้อ และมีคุณภาพชีวิตดีเทียบเท่าคนทั่วไป
 

กลไกการติดเชื้อ HIV

     เชื้อ HIV แพร่ผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย ได้แก่

  • เลือด
  • น้ำอสุจิ
  • สารคัดหลั่งจากช่องคลอด
  • น้ำนมแม่
     

ช่องทางหลักของการติดเชื้อ

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • การถ่ายเลือด (ในบางประเทศ)
  • การติดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นม
     

กลุ่มเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ HIV

  • ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายโดยไม่ป้องกัน
  • ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสเลือดผ่านทางเยื่อบุหรือบาดแผลเปิด
  • ทารกที่คลอดจากแม่ติดเชื้อ HIV โดยไม่ได้รับยาต้านไวรัสระหว่างตั้งครรภ์
     

อาการของการติดเชื้อ HIV

ระยะที่ 1: ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV)

  • คล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต
  • เกิดขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ

ระยะที่ 2: ระยะแฝง (Chronic HIV)

  • ไม่มีอาการและอาการแสดงที่ชัดเจนชัดเจน
  • เชื้อไวรัสยังคงเพิ่มจำนวนช้าๆ หากไม่ได้รับยาต้าน
  • แต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้

ระยะที่ 3: ระยะเอดส์ (AIDS)

  • ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง
  • ติดเชื้อโรคทั่วไปและเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เช่น วัณโรค เชื้อราในสมอง มะเร็งบางชนิด
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไข้เรื้อรัง

 
 



 

การตรวจวินิจฉัย HIV

     การตรวจหาการติดเชื้อ HIV โดยการเจาะตรวจเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว หากท่านใดที่รู้สึกว่าตนมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ สามารถรีบเข้ารับการวินิจฉัยได้เลย ยิ่งพบการติดเชื้อเร็วเท่าใด ก็จะได้รับยาต้านไวรัสยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการป้องกันการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนเกิดภาวะโรคเอดส์ในระยะท้าย

  • การตรวจสอบแอนติเจนที่จำเพาะต่อเชื้อ HIV (Antigen Tests) Antigen Tests เป็นวิธีตรวจหาเชื้อ HIV ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การตรวจเลือด HIV แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติเจน หรือโปรตีนของเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) ก่อนที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อไวรัส โดยเป็นวิธีการตรวจหาเชื้อ HIV นี้หลังจากสงสัยว่า อาจติดเชื้อ HIV หลังจากการสัมผัสกับเชื้อระยะเวลา 14-15 วัน
     
  • การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อ HIV (Antibody Tests) Antibody tests เป็นวิธีการตรวจหาเชื้อ HIV ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือการตรวจหาแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อ HIV โดยปกติแล้วร่างกายจะใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ในการสร้างแอนติบอดี้ขึ้น ซึ่งเราสามารถตรวจพบผลบวกที่แสดงถึงการเชื้อ HIV ได้หลังสัมผัสเชื้อแล้วประมาณ 23-90 วัน
     
  • การตรวจหาสารทางพันธุกรรมของเชื้อ HIV (Nucleic Acid Test: NAT) Nucleic Acid Test NAT สามารถตรวจพบเชื้อ HIV ได้เร็วกว่าการทดสอบประเภทอื่น ๆ ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารพันธุกรรม RNA หรือ DNA ของเชื้อไวรัสในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วย โดยสามารถตรวจพบเชื้อ HIV ได้หลังจากสัมผัสเชื้อประมาณ 10-33 วัน ปัจจุบันมักนำวิธีการนี้ไปใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิต
     

การรักษา HIV ในปัจจุบัน

     ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางหู คือ ภาวะหูดับ จะเกิดขึ้นตามหลังจากการเกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยการอักเสบจะลามจากน้ำเยื่อหุ้มสมองมายังหูชั้นใน ทำให้เกิดภาวะหูชั้นในอักเสบ ซึ่งในส่วนของกระดูกก้นหอยของหูชั้นใน มีอวัยวะที่ทำหน้าที่รับเสียงอยู่ ทำให้เกิดอาการหูดับขึ้น โดยมักจะเป็นกับหูทั้งสองข้าง หากเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะไม่สามารถได้ยินอีก จัดเป็นภาวะรีบด่วนที่ผู้ป่วยควรต้องได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมเพื่อฟื้นฟูการได้ยิน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะกลับมาสื่อสารในแบบสังคมปกติได้อีกครั้ง
 

ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART)

  • ควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำจนไม่ตรวจพบ (Undetectable)
  • ป้องกันการเกิดระยะเอดส์โรคแทรกซ้อน เช่น การติ่ดเชื้อฉวยโอกาส และมะเร็งบางชนิด
  • หากใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อสามารถ มีชีวิตปกติ และไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น

 

การป้องกันการติดเชื้อ HIV

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

  • เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ช่องทวารหนัก หรือทางปาก

ตรวจเลือดสม่ำเสมอ

  • โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)

  • ยากินป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

PEP (Post-Exposure Prophylaxis)

  • ยากินป้องกันภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ เช่น หลังถูกเข็มที่ปนเปื้อนเลือด/สารคัดหลั่งจากผู้มีเชื้อHIVทิ่มตำ หรือมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง

ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

  • รวมถึงอุปกรณ์สัก ลบรอยสัก หรือเจาะร่างกาย

เมื่อใดควรพบแพทย์?

  • เคยมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังพฤติกรรมเสี่ยง
  • ต้องการเริ่ม PrEP หรือ PEP
  • มีผลตรวจ Anti-HIV เป็นบวก ต้องเริ่มยาต้านโดยเร็ว

 



 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ HIV ?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 



 
 

การติดเชื้อ HIV ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากรู้เร็ว รักษาเร็ว มีความเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณภาพและความหวังได้”
เรามีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมดูแลคุณ
สามารถปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
โทร. 056 000 111  "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล" 

 

 

 

 ขอคำปรึกษา คลิก

 




 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม

สถานที่

ชั้น 1

เวลาทำการ

จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102