Header

"ผื่นในเด็ก" คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ รับมืออย่างไรเมื่อเจ้าตัวน้อยมีปัญหาผิว

30 มิถุนายน 2568

ถอดรหัส "ผื่นในเด็ก" คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ รับมืออย่างไรเมื่อเจ้าตัวน้อยมีปัญหาผิว

     ผิวของเด็กทารกและเด็กเล็กนั้น บอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เปรียบเสมือนปราการด่านแรกที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ "ผื่น" ชนิดต่างๆ จะกลายเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอันดับต้นๆ ผื่นแดง ตุ่มเล็กๆ หรือผิวที่แห้งสาก สร้างทั้งความไม่สบายตัวให้ลูกรักและความไม่สบายใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจโลกของผื่นในเด็ก ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ประเภทของผื่นที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และเมื่อไหร่ที่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์


ทำไมผิวเด็กจึงเกิดผื่นง่าย? ต้นตอของปัญหาผื่นบนผิวลูกน้อย

     สาเหตุที่เด็กๆ มีแนวโน้มเกิดผื่นได้ง่ายนั้น มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งจากทางโครงสร้างผิวที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่และปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ

1. โครงสร้างผิวที่บอบบาง

ผิวหนังชั้นนอก (Stratum Corneum) ของเด็กยังบางกว่าผู้ใหญ่ การยึดเกาะระหว่างเซลล์ผิวไม่แน่นหนาเท่า ทำให้เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) อ่อนแอ ง่ายต่อการสูญเสียความชุ่มชื้น และเปิดโอกาสให้สารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองต่างๆ ซึมผ่านเข้าสู่ผิวได้ง่าย

2. ระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังพัฒนา 

     ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังอยู่ในช่วงเรียนรู้และปรับตัว ทำให้บางครั้งมีการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่ปกติไม่เป็นอันตราย เช่น อาหารบางชนิด ไรฝุ่น ไวเกินไปจนเกิดเป็นอาการแพ้ทางผิวหนัง

3. พันธุกรรม

     หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะเหล่านี้มาด้วย

4. ปัจจัยแวดล้อมและสารกระตุ้น

สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) เช่น นมวัว ไข่ แป้งสาลี อาหารทะเล ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์เลี้ยง

  • สารระคายเคือง (Irritants) เช่น สบู่ แชมพู โลชั่นที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง, น้ำยาซักผ้า, น้ำยาปรับผ้านุ่ม, เหงื่อ, น้ำลาย, ปัสสาวะ และอุจจาระ

  • สภาพอากาศ อากาศที่ร้อนจัดทำให้เหงื่อออกมากจนเกิดการอับชื้น หรืออากาศที่แห้งและเย็นจัดก็ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและระคายเคืองง่าย

  • การเสียดสี เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป หรือการเช็ดถูผิวแรงๆ

 



 

เจาะลึกประเภทผื่นแพ้และผื่นที่พบบ่อยในเด็ก

     การรู้จักลักษณะของผื่นแต่ละชนิดจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

1. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis หรือ Eczema)

     เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกัน

  • อาการ ผิวแห้งมาก แดง และมีอาการคันเป็นหลัก ในเด็กทารกมักพบบริเวณแก้ม หน้าผาก หนังศีรษะ หรือบริเวณด้านนอกของแขนขา ส่วนในเด็กโตมักเป็นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา คอ และข้อมือ หากเกามากอาจทำให้ผิวหนาขึ้น มีน้ำเหลืองซึม หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ

  • สาเหตุ เป็นการทำงานร่วมกันของพันธุกรรมที่ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ และปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร ไรฝุ่น หรือสารระคายเคืองต่างๆ

2. ผื่นลมพิษ (Urticaria หรือ Hives)

     เป็นปฏิกิริยาของผิวหนังที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายได้เอง แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ที่รุนแรงได้

  • อาการ เป็นผื่นนูนแดง บวม มีขอบเขตชัดเจน ลักษณะคล้ายรอยยุงกัดหรือรอยแส้ อาจมีขนาดเล็กๆ หรือรวมกันเป็นปื้นใหญ่ มีอาการคันมาก ผื่นมักจะเกิดขึ้นและยุบไปเองภายใน 24 ชั่วโมง แล้วย้ายไปขึ้นบริเวณอื่นของร่างกายได้

  • สาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้ เช่น แพ้อาหาร (นม, ไข่, ถั่ว, อาหารทะเล), แพ้ยา, การติดเชื้อไวรัส หรือการโดนแมลงสัตว์กัดต่อย

    *ข้อควรระวัง หากลูกมีผื่นลมพิษร่วมกับอาการบวมที่ตา ปาก หรือมีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)

3. ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)

      เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสโดยตรงกับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง

  • อาการ เป็นผื่นแดง คัน หรืออาจมีตุ่มน้ำใสๆ เกิดขึ้นในบริเวณที่สัมผัสกับสารนั้นๆ โดยตรง เช่น ผื่นบริเวณรอบปากจากการแพ้น้ำลายหรืออาหาร, ผื่นบริเวณหน้าท้องจากกระดุมกางเกงที่เป็นโลหะนิกเกิล, ผื่นจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปบางยี่ห้อ

  • สาเหตุ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
    - การแพ้ (Allergic) ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารที่สัมผัส เช่น นิกเกิล ยางพารา สารกันบูดในผลิตภัณฑ์บางชนิด
    - การระคายเคือง (Irritant) เกิดจากสารที่มีฤทธิ์ระคายเคืองโดยตรง ไม่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น สบู่ ผงซักฟอก สารเคมีต่างๆ

4. ผื่นผ้าอ้อม (Diaper Dermatitis)

      เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กที่ยังใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

  • อาการ ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสผ้าอ้อม เช่น ก้น อวัยวะเพศ และต้นขาด้านใน มีลักษณะแดง อักเสบ อาจเป็นแค่รอยแดงจางๆ หรือรุนแรงจนเป็นแผลถลอกได้ หากมีการติดเชื้อราร่วมด้วย อาจพบตุ่มแดงเล็กๆ กระจายอยู่รอบๆ ผื่นหลัก (Satellite lesions)

  • สาเหตุ การระคายเคืองจากความอับชื้น การเสียดสี และการสัมผัสกับเอนไซม์ในปัสสาวะและอุจจาระเป็นเวลานาน

5. ผื่นต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic Dermatitis หรือ Cradle Cap)

   มักพบในทารกช่วง 3 เดือนแรก ไม่ใช่อาการที่เกิดจากความสกปรก

  • อาการ เป็นสะเก็ดหนา สีเหลืองหรือน้ำตาล ดูมันเยิ้ม มักพบบริเวณหนังศีรษะ (เรียกว่า Cradle Cap) แต่ก็สามารถพบได้ที่อื่น เช่น คิ้ว หลังหู ข้างจมูก หรือบริเวณผ้าอ้อม มักไม่มีอาการคันรุนแรง

  • สาเหตุ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมไขมันที่มากเกินไปร่วมกับเชื้อรากลุ่มมาลาสซีเซีย (Malassezia) ซึ่งเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามปกติ


แนวทางการดูแลและรักษาเบื้องต้น เมื่อลูกน้อยเป็นผื่น

1. รักษาความสะอาดอย่างอ่อนโยน

  • อาบน้ำให้ลูกด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป
  • ใช้เวลาอาบน้ำไม่นานเกิน 5-10 นาที
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนพิเศษสำหรับเด็ก ปราศจากน้ำหอมและสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ซับตัวเบาๆ ด้วยผ้านุ่มๆ แทนการเช็ดถูแรงๆ

2. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

  • หลังอาบน้ำซับตัวหมาดๆ ควรทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น (Moisturizer) ทันทีภายใน 3 นาที เพื่อล็อกความชุ่มชื้นไว้ในผิว
  • เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เข้มข้น เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของเด็ก ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
  • ในระหว่างวัน สามารถทาซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นผื่นแห้ง

3. สังเกตและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

  • พยายามสังเกตว่าผื่นของลูกมักกำเริบหลังรับประทานอาหารชนิดใด หรือสัมผัสกับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
  • เลือกใช้เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย 100% โปร่งสบาย ไม่รัดแน่น
  • ซักเสื้อผ้าและเครื่องนอนด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก และล้างน้ำเปล่าให้สะอาดหมดจด
    •    ดูแลสิ่งแวดล้อมในบ้านให้สะอาด ลดการสะสมของไรฝุ่น

4. การดูแลเฉพาะจุดสำหรับผื่นผ้าอ้อม

  • เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยๆ ทันทีที่เปียกชื้นหรือมีอุจจาระ
  • ทำความสะอาดก้นด้วยน้ำเปล่าและซับให้แห้งสนิททุกครั้ง
  • ปล่อยให้ผิวบริเวณก้นได้สัมผัสอากาศบ้าง (Air Time)
  • ทาครีมที่มีส่วนผสมของ Zinc Oxide หรือ Petrolatum เพื่อเป็นเกราะป้องกันผิวจากการระคายเคือง
     

เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปพบแพทย์?

     แม้ผื่นส่วนใหญ่จะดูแลเบื้องต้นได้ แต่บางสถานการณ์ก็จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้

  • ลูกมีไข้ร่วมกับอาการผื่น

  • ผื่นลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วร่างกาย

  • ผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง หรือมีเลือดออก

  • ลูกมีอาการเจ็บปวดบริเวณผื่น หรือดูซึมลง ไม่ร่าเริง

  • อาการคันรุนแรงจนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน
     

อุ่นใจเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญดูแล...ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก ดูแลโดยทีมกุมารแพทย์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ

     การรับมือกับปัญหาผื่นในเด็กอาจต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับลูกน้อยของคุณโดยเฉพาะ ที่ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เราเข้าใจความกังวลใจที่เกิดขึ้นของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี และเราพร้อมมอบการดูแลสุขภาพของลูกน้อยอย่างครบวงจร

  • ทีมกุมารแพทย์เฉพาะทาง เรามีทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมให้การวินิจฉัยโรคผิวหนังในเด็กได้อย่างแม่นยำ สามารถแยกแยะประเภทของผื่นต่างๆ และค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ หรือการติดเชื้อที่ผิวหนัง

  • แพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา ในกรณีที่ผื่นมีความซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับระบบอื่นๆ ของร่างกาย เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ ที่พร้อมให้การดูแลร่วมกัน เช่น แพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา, แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกของคุณจะได้รับการรักษาที่ตรงจุดที่สุด

  • เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและปลอดภัย เรามีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยในการวินิจฉัย เช่น การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้น พร้อมด้วยยาและเวชภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะ

  • การดูแลแบบครบวงจร (Holistic Care) เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การรักษาอาการที่ปลายเหตุ แต่ยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และคำแนะนำแก่คุณพ่อคุณแม่ในการดูแลผิวของลูกน้อยในระยะยาว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัจจัยกระตุ้น

 

 

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 

FaceBookhttps://www.facebook.com/paknampohos

โทร: 056001111


 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคผื่นในเด็ก ?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 


 

 

 

 

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์สุขภาพเด็ก

สถานที่

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

เวลาทำการ

จ-อ : 8.30-20.00 ,พ-ส : 07.00-20.00 ,อา : 8.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 500602

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

14 มีนาคม 2567

การล้างจมูกสำหรับเด็ก

การทำความสะอาดโพรงจมูก โดยการใส่หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูก การล้างจมูกจะช่วยชะล้างมูกคราบมูกหรือหนองบริเวณโพรงจมูก

14 มีนาคม 2567

การล้างจมูกสำหรับเด็ก

การทำความสะอาดโพรงจมูก โดยการใส่หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูก การล้างจมูกจะช่วยชะล้างมูกคราบมูกหรือหนองบริเวณโพรงจมูก

03 ธันวาคม 2568

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

โรคหัดเยอรมัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้จะมีลักษณะอาการออกผื่นคล้ายกัน แต่หัดเยอรมันมักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและระยะเวลาการเป็นโรคสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า "หัด 3 วัน"

03 ธันวาคม 2568

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

โรคหัดเยอรมัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้จะมีลักษณะอาการออกผื่นคล้ายกัน แต่หัดเยอรมันมักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและระยะเวลาการเป็นโรคสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า "หัด 3 วัน"

04 มีนาคม 2568

โรคไข้อีดำอีแดง ภัยเงียบของลูกน้อยที่มากับไข้สูงและผื่นแดง

คือโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) โดยโรคนี้พบได้ในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยไข้ดำแดงจะมีผื่นสีแดงขึ้นตามผิวหนังเกือบทั่วร่างกาย รวมถึงมีไข้สูง และมีอาการเจ็บคอเกิดขึ้นร่วมด้วย

04 มีนาคม 2568

โรคไข้อีดำอีแดง ภัยเงียบของลูกน้อยที่มากับไข้สูงและผื่นแดง

คือโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) โดยโรคนี้พบได้ในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยไข้ดำแดงจะมีผื่นสีแดงขึ้นตามผิวหนังเกือบทั่วร่างกาย รวมถึงมีไข้สูง และมีอาการเจ็บคอเกิดขึ้นร่วมด้วย