10 อาการเตือนโรคหัวใจ โรคหัวใจมีกี่แบบ และเมื่อใดควรรีบพบแพทย์?
26 มีนาคม 2569
10 อาการเตือนโรคหัวใจ โรคหัวใจมีกี่แบบ และเมื่อใดควรรีบพบแพทย์?
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart and Cardiovascular Disease) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประชากรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ความเครียดสูง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดการออกกำลังกาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “อาการเตือนโรคหัวใจ” “ประเภทของโรคหัวใจ” รวมถึง “แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษา” จะช่วยให้สามารถป้องกัน คัดกรอง และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต
โรคหัวใจคืออะไร (Heart Disease)
โรคหัวใจ หมายถึง กลุ่มของโรคที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ หรือหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนโลหิต โรคหัวใจสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง และการไม่ออกกำลังกาย
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเผยว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีจำนวนมากถึงปีละ 7 หมื่นราย และพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มวัย ซึ่งสาเหตุโรคหัวใจมักมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ เพศ ครอบครัว ระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด เป็นต้น ทั้งนี้เราสามารถป้องกันโรคหัวใจด้วยการปรับพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
10 อาการเตือนโรคหัวใจที่ควรเฝ้าระวัง
อาการของโรคหัวใจอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม มีอาการสำคัญที่ควรให้ความสนใจ ดังนี้
- อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกกดทับบริเวณกลางอก
- อาการปวดร้าวไปยังแขนซ้าย ไหล่ คอ กราม หรือแผ่นหลัง
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ทำกิจกรรมเบา ๆ
- หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจถี่
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ
- อาการใจสั่น หรือรู้สึกหัวใจเต้นแรง
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
- อาการบวมบริเวณขา เท้า หรือข้อเท้า
- ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องหนุนหมอนสูง
- อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีอาการไอแห้งต่อเนื่อง
อาการฉุกเฉินที่ควรรีบพบแพทย์ทันที
- เจ็บหน้าอกรุนแรงนานเกิน 15–20 นาที
- เหงื่อออกมากผิดปกติร่วมกับแน่นหน้าอก
- หายใจลำบากเฉียบพลัน
- หมดสติหรือเกือบหมดสติ
* อาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Heart Attack)” ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
โรคหัวใจมีกี่แบบ? ประเภทของโรคหัวใจที่พบบ่อย
โรคหัวใจสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะความผิดปกติ ดังนี้
1. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)
โรคหลอดเลือดหัวใจมักมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงสูบบุหรี่จัด ทำให้มีการตีบตันในหลอดเลือดและเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ พบบ่อยในผู้ใหญ่ มีอาการที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือเจ็บแน่นหน้าอก อึดอัด เหมือนมีสิ่งกดทับกลางอก เหนื่อยง่ายหายใจถี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น โรคหลอดเลือดหัวใจนี้อาจเป็นแบบฉับพลันจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ (Heart Attack) ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม
2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia)
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น หรือเกิดจากสุขภาพร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โดยอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สังเกตได้ง่ายคือ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมออาจเต้นเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป เจ็บหน้าอก หายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น
3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (Cardiomyopathy) เป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ สาเหตุที่พบบ่อยมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายกล้ามเนื้อหัวใจก็บีบตัวลดลง ความดันในห้องหัวใจก็สูงขึ้นทำให้ห้องหัวใจโต หรือเป็นโรคหัวใจโต โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัด แต่ก็มีบางรายที่ผู้ป่วยเกิดภาวะน้ำท่วมปอด
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลง ส่งผลให้การส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ลดลงตามไปด้วย และยังมีผลทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ เกิดเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีอาการที่สังเกตได้คือ เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ขาบวมเท้าบวม ใจสั่น ใจเต้นเร็ว รวมถึงใจเต้นผิดจังหวะ
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน หรือเกิดแบบเรื้อรัง โดยสัญญาณเตือนโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคือ มีอาการเจ็บหน้าอก (Chest Pain) ทั้งแบบทันทีหรือเจ็บเป็น ๆ หาย ๆ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ แน่นหน้าอก จุกเสียดลิ้นปี่ เป็นต้น
4. โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease)
- โรคลิ้นหัวใจตีบ คือภาวะที่ลิ้นหัวใจเปิดและปิดได้ไม่สุด จึงทำให้เลือดไหลออกจากห้องหัวใจยากขึ้น ทำให้เกิดความดันและปริมาณเลือดสะสมย้อนกลับสู่ห้องหัวใจและหลอดเลือด อาการของโรคลิ้นหัวใจตีบ เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ขาบวมเท้าบวม เป็นต้น
- โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่วหรือขาด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดในหัวใจลดลง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากความผิดปกติของหัวใจที่มีความบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด เช่น โครงสร้างของลิ้นหัวใจผิดปกติ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดตีบตัน ส่งผลให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติได้ โดยอาการโรคหัวใจที่พบได้บ่อยคือ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก นอนราบไม่ได้ เท้าบวมขาบวม เป็นต้น ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคลิ้นหัวใจตีบ
5. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) คือความผิดปกติของการพัฒนาการโครงสร้างหัวใจตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจพิการคือ ความผิดปกติทางพันธุกรรม มารดาได้รับยาบางอย่างในช่วงก่อน หรือระหว่างการตั้งครรภ์ และการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด
*โดยอาการที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจพิการ ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว ดื่มนมน้อย โตช้า เล็บสีม่วงคล้ำ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หากสังเกตพบว่าเด็กมีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
6. โรคหัวใจจากการติดเชื้อ (Infective Heart Disease)
โรคหัวใจที่เกิดจากการติดเชื้อ (Heart Infection) ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้วส่งผลให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุหัวใจ โดยเฉพาะบริเวณลิ้นหัวใจ ซึ่งการอักเสบนี้จะทำให้การไหลเวียนของเลือดในห้องต่าง ๆ ของหัวใจผิดปกติ ซึ่งมีอาการโรคหัวใจสำคัญ คือ มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย หน้าซีด ซูบผอม หากอาการรุนแรงขึ้นอาจมีภาวะหัวใจวาย อัมพาตครึ่งซีก หรือไตวายร่วมด้วย
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
- อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป พบว่าอัตราการเป็นโรคหัวใจพบมากขึ้นในคนอายุ 30-40 ปี การมีอายุมากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
- เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าเพศหญิง แต่สำหรับผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังหมดประจำเดือน
- ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงมากกว่าคนทั่วไป
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
-
ระดับไขมันในเลือดสูง หรือโคเลสเตอรอลสูง โดยโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันที่มักสะสมในหลอดเลือดหัวใจ หากมีระดับโคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้นเท่านั้น
-
เบาหวาน คือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรืออาจเกิดจากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การที่ร่างกายมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือดได้
-
ความดันโลหิตสูง สามารถกระตุ้นให้กระบวนการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น รวมถึงยังทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นด้วย ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือภาวะสมองขาดเลือด
-
การสูบบุหรี่ สาเหตุหลักของมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงหัวใจวายอย่างมาก และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหัน
-
การใช้ชีวิตประจำวัน (Lifestyle) หากในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ การออกกำลังกายจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก
การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ
การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและอาการของผู้ป่วย ได้แก่
-
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
-
การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test: EST)
-
การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram)
-
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiography)
-
การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography: CAG)
แนวทางการรักษาโรคหัวใจ
การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยประกอบด้วย
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะช่วยควบคุมปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ได้แก่
- รับประทานอาหารสุขภาพ ผักผลไม้ เช่น ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือน้ำตาลสูง รวมถึงอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล เพื่อช่วยลดการเกิดไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การไม่เคลื่อนไหวร่างกายสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
- งดสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินในบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง นอกจากนี้ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายมากกว่าคนปกติ
2. โรคหัวใ2. การทานยารักษาโรคหัวใจ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น หรือเกิดจากสุขภาพร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โดยอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สังเกตได้ง่ายคือ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมออาจเต้นเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป เจ็บหน้าอก หายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น
3. การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ
การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ ดังนี้
- การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery)
โดยทั่วไปหมายถึงการผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมช่วยในการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือดหัวใจ หรือการทำบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การผ่าตัดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีรูรั่วภายในหัวใจ ซึ่งวิธีการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดนี้จะมีแผลขนาดใหญ่ ถือว่าเป็นการผ่าตัดมาตรฐาน สามารถผ่าตัดโรคหัวใจได้ทุกชนิด แต่มีข้อจำกัดคือ อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังผ่าตัดได้ แต่ในปัจจุบันบางครั้งการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือการทำบายพาสหัวใจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงและเจ็บปวดน้อยน้อยลง รวมถึงแผลผ่าตัดก็เล็กลง - การผ่าตัดหัวใจแบบปิด (Closed Heart Surgery)
การผ่าตัดหัวใจแบบปิดคือ การผ่าตัดโดยที่ไม่เปิดหัวใจ แต่ยังต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ไม่ต้องใช้ปอดหัวใจเทียมช่วยระหว่างการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจโดยที่ไม่ได้เข้าไปผ่าตัดภายในหัวใจ
ใครบ้างควรเข้ารับการตรวจหัวใจ
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน
การป้องกันโรคหัวใจ
แนวทางการป้องกันตนเอง และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ มีดังต่อไปนี้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนัก
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

โรคหัวใจเป็นโรคที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ หากได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การสังเกตอาการเตือนและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต การดูแลสุขภาพหัวใจจึงไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ให้บริการดูแลรักษาโรคหัวใจแบบครบวงจร โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล บริการครอบคลุม

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคหัวใจ ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ,พฤ,ศ : 17.00-20.00 ,อ,พ : 17.00-19.00 ส,อา : 08.00-17.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510211


