Header

10 อาการเตือนโรคหัวใจ โรคหัวใจมีกี่แบบ และเมื่อใดควรรีบพบแพทย์?

26 มีนาคม 2569

10 อาการเตือนโรคหัวใจ โรคหัวใจมีกี่แบบ และเมื่อใดควรรีบพบแพทย์?

      โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart and Cardiovascular Disease) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประชากรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ความเครียดสูง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดการออกกำลังกาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “อาการเตือนโรคหัวใจ” “ประเภทของโรคหัวใจ” รวมถึง “แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษา” จะช่วยให้สามารถป้องกัน คัดกรอง และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต 


โรคหัวใจคืออะไร (Heart Disease)

     โรคหัวใจ หมายถึง กลุ่มของโรคที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ หรือหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนโลหิต โรคหัวใจสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง และการไม่ออกกำลังกาย

     กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเผยว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีจำนวนมากถึงปีละ 7 หมื่นราย และพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มวัย ซึ่งสาเหตุโรคหัวใจมักมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ เพศ ครอบครัว ระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด เป็นต้น ทั้งนี้เราสามารถป้องกันโรคหัวใจด้วยการปรับพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ


10 อาการเตือนโรคหัวใจที่ควรเฝ้าระวัง 

     อาการของโรคหัวใจอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม มีอาการสำคัญที่ควรให้ความสนใจ ดังนี้

  1. อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกกดทับบริเวณกลางอก
  2. อาการปวดร้าวไปยังแขนซ้าย ไหล่ คอ กราม หรือแผ่นหลัง
  3. เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ทำกิจกรรมเบา ๆ
  4. หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจถี่
  5. หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ
  6. อาการใจสั่น หรือรู้สึกหัวใจเต้นแรง
  7. วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
  8. อาการบวมบริเวณขา เท้า หรือข้อเท้า
  9. ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องหนุนหมอนสูง
  10. อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีอาการไอแห้งต่อเนื่อง


อาการฉุกเฉินที่ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • เจ็บหน้าอกรุนแรงนานเกิน 15–20 นาที
  • เหงื่อออกมากผิดปกติร่วมกับแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบากเฉียบพลัน
  • หมดสติหรือเกือบหมดสติ

    * อาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Heart Attack)” ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน


โรคหัวใจมีกี่แบบ? ประเภทของโรคหัวใจที่พบบ่อย

     โรคหัวใจสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะความผิดปกติ ดังนี้

1. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)

     โรคหลอดเลือดหัวใจมักมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงสูบบุหรี่จัด ทำให้มีการตีบตันในหลอดเลือดและเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ พบบ่อยในผู้ใหญ่ มีอาการที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือเจ็บแน่นหน้าอก อึดอัด เหมือนมีสิ่งกดทับกลางอก เหนื่อยง่ายหายใจถี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น โรคหลอดเลือดหัวใจนี้อาจเป็นแบบฉับพลันจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ (Heart Attack) ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia)

     โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น หรือเกิดจากสุขภาพร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โดยอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สังเกตได้ง่ายคือ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมออาจเต้นเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป เจ็บหน้าอก หายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น 

3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (Cardiomyopathy) เป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ สาเหตุที่พบบ่อยมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายกล้ามเนื้อหัวใจก็บีบตัวลดลง ความดันในห้องหัวใจก็สูงขึ้นทำให้ห้องหัวใจโต หรือเป็นโรคหัวใจโต โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัด แต่ก็มีบางรายที่ผู้ป่วยเกิดภาวะน้ำท่วมปอด
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลง ส่งผลให้การส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ลดลงตามไปด้วย และยังมีผลทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ เกิดเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีอาการที่สังเกตได้คือ เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ขาบวมเท้าบวม ใจสั่น ใจเต้นเร็ว รวมถึงใจเต้นผิดจังหวะ
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน หรือเกิดแบบเรื้อรัง โดยสัญญาณเตือนโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคือ มีอาการเจ็บหน้าอก (Chest Pain) ทั้งแบบทันทีหรือเจ็บเป็น ๆ หาย ๆ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ แน่นหน้าอก จุกเสียดลิ้นปี่ เป็นต้น 

4. โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease)

  • โรคลิ้นหัวใจตีบ คือภาวะที่ลิ้นหัวใจเปิดและปิดได้ไม่สุด จึงทำให้เลือดไหลออกจากห้องหัวใจยากขึ้น ทำให้เกิดความดันและปริมาณเลือดสะสมย้อนกลับสู่ห้องหัวใจและหลอดเลือด อาการของโรคลิ้นหัวใจตีบ เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ขาบวมเท้าบวม เป็นต้น
  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่วหรือขาด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดในหัวใจลดลง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากความผิดปกติของหัวใจที่มีความบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด เช่น โครงสร้างของลิ้นหัวใจผิดปกติ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดตีบตัน ส่งผลให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติได้ โดยอาการโรคหัวใจที่พบได้บ่อยคือ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก นอนราบไม่ได้ เท้าบวมขาบวม เป็นต้น ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคลิ้นหัวใจตีบ

5. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)

     โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) คือความผิดปกติของการพัฒนาการโครงสร้างหัวใจตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจพิการคือ ความผิดปกติทางพันธุกรรม มารดาได้รับยาบางอย่างในช่วงก่อน หรือระหว่างการตั้งครรภ์ และการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด

     *โดยอาการที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจพิการ ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว ดื่มนมน้อย โตช้า เล็บสีม่วงคล้ำ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หากสังเกตพบว่าเด็กมีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

6. โรคหัวใจจากการติดเชื้อ (Infective Heart Disease)

     โรคหัวใจที่เกิดจากการติดเชื้อ (Heart Infection) ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้วส่งผลให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุหัวใจ โดยเฉพาะบริเวณลิ้นหัวใจ ซึ่งการอักเสบนี้จะทำให้การไหลเวียนของเลือดในห้องต่าง ๆ ของหัวใจผิดปกติ ซึ่งมีอาการโรคหัวใจสำคัญ คือ มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย หน้าซีด ซูบผอม หากอาการรุนแรงขึ้นอาจมีภาวะหัวใจวาย อัมพาตครึ่งซีก หรือไตวายร่วมด้วย 


ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

     ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้


ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป พบว่าอัตราการเป็นโรคหัวใจพบมากขึ้นในคนอายุ 30-40 ปี การมีอายุมากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพศ  เพศชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าเพศหญิง แต่สำหรับผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังหมดประจำเดือน
  • ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงมากกว่าคนทั่วไป 


ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้

  • ระดับไขมันในเลือดสูง หรือโคเลสเตอรอลสูง โดยโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันที่มักสะสมในหลอดเลือดหัวใจ หากมีระดับโคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้นเท่านั้น 

  • เบาหวาน คือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรืออาจเกิดจากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การที่ร่างกายมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือดได้

  • ความดันโลหิตสูง สามารถกระตุ้นให้กระบวนการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น รวมถึงยังทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นด้วย ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือภาวะสมองขาดเลือด

  • การสูบบุหรี่ สาเหตุหลักของมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงหัวใจวายอย่างมาก และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหัน 

  • การใช้ชีวิตประจำวัน (Lifestyle) หากในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ การออกกำลังกายจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก 


การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ

     การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและอาการของผู้ป่วย ได้แก่

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

  • การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test: EST)

  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram)

  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiography)

  • การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography: CAG)


แนวทางการรักษาโรคหัวใจ

     การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยประกอบด้วย

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

     การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะช่วยควบคุมปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ได้แก่

  • รับประทานอาหารสุขภาพ ผักผลไม้ เช่น ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือน้ำตาลสูง รวมถึงอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล เพื่อช่วยลดการเกิดไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การไม่เคลื่อนไหวร่างกายสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  • งดสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินในบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง นอกจากนี้ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายมากกว่าคนปกติ

2. โรคหัวใ2. การทานยารักษาโรคหัวใจ

     โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น หรือเกิดจากสุขภาพร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โดยอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สังเกตได้ง่ายคือ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมออาจเต้นเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป เจ็บหน้าอก หายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น 

3. การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ

     การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ ดังนี้

  • การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery) 
    โดยทั่วไปหมายถึงการผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมช่วยในการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือดหัวใจ หรือการทำบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การผ่าตัดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีรูรั่วภายในหัวใจ ซึ่งวิธีการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดนี้จะมีแผลขนาดใหญ่ ถือว่าเป็นการผ่าตัดมาตรฐาน สามารถผ่าตัดโรคหัวใจได้ทุกชนิด แต่มีข้อจำกัดคือ อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังผ่าตัดได้ แต่ในปัจจุบันบางครั้งการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือการทำบายพาสหัวใจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงและเจ็บปวดน้อยน้อยลง รวมถึงแผลผ่าตัดก็เล็กลง
  • การผ่าตัดหัวใจแบบปิด (Closed Heart Surgery)
    การผ่าตัดหัวใจแบบปิดคือ การผ่าตัดโดยที่ไม่เปิดหัวใจ แต่ยังต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ไม่ต้องใช้ปอดหัวใจเทียมช่วยระหว่างการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจโดยที่ไม่ได้เข้าไปผ่าตัดภายในหัวใจ


ใครบ้างควรเข้ารับการตรวจหัวใจ

  • ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน


การป้องกันโรคหัวใจ

     แนวทางการป้องกันตนเอง และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ มีดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

 

 

 

 
 

โรคหัวใจเป็นโรคที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ หากได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การสังเกตอาการเตือนและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต การดูแลสุขภาพหัวใจจึงไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ให้บริการดูแลรักษาโรคหัวใจแบบครบวงจร โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล บริการครอบคลุม 

 ขอคำปรึกษา คลิก

 


 

 

 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคหัวใจ  ?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

 

 

 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 

 

 

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด

สถานที่

ชั้น 1

เวลาทำการ

จ,พฤ,ศ : 17.00-20.00 ,อ,พ : 17.00-19.00 ส,อา : 08.00-17.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 510211

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

08 กรกฎาคม 2568

หลอดเลือดหัวใจตีบ รู้ทัน สาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และการตรวจด้วยการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab)

หัวใจ คืออวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อใดที่การทำงานของหัวใจมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หนึ่งในภาวะที่น่าเป็นห่วงและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก คือ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" (Coronary Artery Disease หรือ CAD)

08 กรกฎาคม 2568

หลอดเลือดหัวใจตีบ รู้ทัน สาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และการตรวจด้วยการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab)

หัวใจ คืออวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อใดที่การทำงานของหัวใจมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หนึ่งในภาวะที่น่าเป็นห่วงและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก คือ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" (Coronary Artery Disease หรือ CAD)

28 ตุลาคม 2567

ลดเสี่ยง! ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการทำ CTA Coronary Artery

ปัจจุบันโรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับต้นๆ และผู้ป่วยมีแนวโน้มมีอายุเฉลี่ยน้อยลง แม้แต่นักกีฬาที่ถือว่าเป็นบุคคลที่แข็งแรงก็ยังเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ

28 ตุลาคม 2567

ลดเสี่ยง! ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการทำ CTA Coronary Artery

ปัจจุบันโรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับต้นๆ และผู้ป่วยมีแนวโน้มมีอายุเฉลี่ยน้อยลง แม้แต่นักกีฬาที่ถือว่าเป็นบุคคลที่แข็งแรงก็ยังเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ

24 ตุลาคม 2568

หลอดเลือดหัวใจตีบ ผ่าหรือไม่ผ่า? รู้ก่อนตัดสินใจรักษา

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดหัวใจวาย การรักษาโรคนี้มีหลายวิธี ทั้งการปรับพฤติกรรม การใช้ยา และการผ่าตัด แต่หลายคนมักสงสัยว่า เมื่อเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ “ควรผ่าหรือไม่ผ่า”

24 ตุลาคม 2568

หลอดเลือดหัวใจตีบ ผ่าหรือไม่ผ่า? รู้ก่อนตัดสินใจรักษา

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดหัวใจวาย การรักษาโรคนี้มีหลายวิธี ทั้งการปรับพฤติกรรม การใช้ยา และการผ่าตัด แต่หลายคนมักสงสัยว่า เมื่อเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ “ควรผ่าหรือไม่ผ่า”