Header

ไวรัสอะดีโน อันตรายแค่ไหน รู้ทันอาการ การรักษา และการป้องกันในเด็ก

27 มกราคม 2569

ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) อันตรายแค่ไหน รู้ทันอาการ การรักษา และการป้องกันในเด็ก

     ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นชื่อของเชื้อไวรัสที่หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเชื้อที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และสามารถก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้ในหลายระบบของร่างกาย ตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ไปจนถึงดวงตา แม้จะไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่ แต่ในช่วงหลังมีการตรวจพบผู้ป่วยมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถตรวจวินิจฉัยเชื้อได้แม่นยำกว่าเดิม

ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) คืออะไร?

     ไวรัสอะดีโน ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1953 โดย ดร. Wallace Rowe นักไวรัสวิทยา ซึ่งตรวจพบเชื้อจากเนื้อเยื่อต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid) หรือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองบริเวณด้านหลังโพรงจมูก จึงเป็นที่มาของชื่อ “Adenovirus”

     ปัจจุบันพบว่าไวรัสอะดีโนมีหลายสายพันธุ์ และสามารถก่อโรคได้ในหลายระบบของร่างกาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบทางเดินหายใจเท่านั้น จากข้อมูลการสำรวจพบว่า เด็กจำนวนมากถึง 40–60% เคยติดเชื้อไวรัสอะดีโนสายพันธุ์ 1, 2 และ 5 มาก่อนโดยไม่รู้ตัว

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสอะดีโน?

     ไวรัสอะดีโนสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย แต่จะพบการติดเชื้อบ่อยและมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าในกลุ่มต่อไปนี้

  • เด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี
  • เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก

อาการของการติดเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus)

     อาการของไวรัสอะดีโนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระบบของร่างกายที่ติดเชื้อ โดยมักมี ไข้ร่วมกับอาการอื่น และมีระยะเวลาไข้เฉลี่ยประมาณ 5–6 วัน

1. อาการทางระบบทางเดินหายใจ

  • ไข้สูง
  • ไอ
  • น้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ
  • เสียงแหบ
  • หลอดลมอักเสบ
  • ปอดอักเสบ
  • ตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ)

2. อาการทางระบบทางเดินอาหาร

  • ถ่ายเหลว
  • อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร
  • เสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

3. อาการที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

     หากเด็กมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

  • ซึม ไม่ร่าเริง
  • ไม่ยอมกินนมหรือดื่มน้ำ
  • หายใจเร็ว หอบเหนื่อย
  • ไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน
  • เด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้

ไวรัสอะดีโนติดต่อได้อย่างไร?

     ไวรัสอะดีโนสามารถติดต่อได้หลายทาง และมีความสามารถในการอยู่บนพื้นผิวสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 30 วัน

ช่องทางการติดต่อหลัก

  • การแพร่กระจายทางฝอยละออง (Droplet / Aerosol) จากการไอ จาม หรือพูดคุยในระยะใกล้
  • การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ (Fomite) เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้
  • การติดต่อทางอาหารและน้ำ (Fecal–oral route) จากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

เชื้อไวรัสอะดีโนสามารถถูกทำลายได้ด้วย

  • ความร้อน
  • น้ำยาฟอกขาว (Bleach)
  • สารฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อไวรัสอะดีโน?

     แพทย์สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสอะดีโนได้จากอาการร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่

การป้ายจมูกและคอ (Swab test)

     ในผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจหรือตาแดง

การตรวจอุจจาระ

     ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียหรือระบบทางเดินอาหาร
     *การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม ลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น

การรักษาไวรัสอะดีโน (Adenovirus)

     ปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะสำหรับไวรัสอะดีโน การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Treatment)

แนวทางการรักษา

  • ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวเมื่อมีไข้
  • ดื่มน้ำมาก ๆ หรือให้น้ำเกลือในกรณีที่กินได้น้อย
  • ดูดน้ำมูก ล้างจมูก
  • พ่นยาขยายหลอดลมในรายที่มีอาการทางปอด
  • ให้ออกซิเจนในรายที่มีภาวะหายใจลำบาก
  • ดูแลรักษาในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

    *ในกรณีเด็กที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาการรักษาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอะดีโน

     แม้จะไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสอะดีโนในเด็กทั่วไป แต่สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล
  • ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของรอบตัวเด็กเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
  • สอนเด็กปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม

 

 

 

 
 

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมดูแลบุตรหลานของคุณด้วยทีมกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือวินิจฉัยที่ได้มาตรฐานและระบบดูแลผู้ป่วยเด็กอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย หากบุตรหลานมีไข้สูง ไอ ท้องเสีย หรือมีอาการน่ากังวล อย่ารอช้า ควรรีบพาเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อนัดหมาย *ใส่ข้อมูลศูนย์สุขภาพเด็กดี

 ขอคำปรึกษา คลิก

 

 

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

Q1: ไวรัสอะดีโนอันตรายไหม?

A: ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ในเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือภูมิคุ้มกันต่ำ อาจเกิดอาการรุนแรงได้

Q2: ไวรัสอะดีโนมียารักษาเฉพาะหรือไม่?

A: ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาเป็นการดูแลตามอาการ

Q3: ติดเชื้อไวรัสอะดีโนต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?

A: หากอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลที่บ้านได้ แต่หากมีอาการซึม หอบ หรือกินไม่ได้ ควรนอนโรงพยาบาล

Q4: ไวรัสอะดีโนต่างจากไข้หวัดทั่วไปอย่างไร?

A: ไวรัสอะดีโนสามารถก่อโรคได้หลายระบบ และมีไข้สูงอยู่นานกว่าหวัดทั่วไป

Q5: ป้องกันไวรัสอะดีโนได้อย่างไรดีที่สุด?

A: การล้างมือบ่อย ๆ รักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย คือวิธีที่ได้ผลดีที่สุด

 

 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ ไวรัสอะดีโน ?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 

 

 

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์สุขภาพเด็ก

สถานที่

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

เวลาทำการ

จ-อ : 8.30-20.00 ,พ-ส : 07.00-20.00 ,อา : 8.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 500602

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

17 มิถุนายน 2568

อุ่นใจทุกการเริ่มต้น...ด้วยหอทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) มาตรฐานสากล ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 เข้าใจถึงความรู้สึกนี้อย่างลึกซึ้ง และเรามุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกการเกิดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

17 มิถุนายน 2568

อุ่นใจทุกการเริ่มต้น...ด้วยหอทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) มาตรฐานสากล ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 เข้าใจถึงความรู้สึกนี้อย่างลึกซึ้ง และเรามุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกการเกิดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

01 เมษายน 2569

วัณโรคในเด็ก (Childhood Tuberculosis) ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วัณโรคในเด็กแม้จะเป็นโรคที่มีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรักษา แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน เด็กสามารถหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

01 เมษายน 2569

วัณโรคในเด็ก (Childhood Tuberculosis) ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วัณโรคในเด็กแม้จะเป็นโรคที่มีความซับซ้อนในการวินิจฉัยและต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรักษา แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน เด็กสามารถหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

10 มีนาคม 2569

เด็กนอนกรนจากต่อมทอนซิลโต และต่อมอะดีนอยด์โต อันตรายแค่ไหน?

ทอนซิลและอะดีนอยด์โตในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาลถึงประถม แม้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการนอนกรนรุนแรง หยุดหายใจขณะหลับ หรืออักเสบบ่อยครั้ง การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็น

10 มีนาคม 2569

เด็กนอนกรนจากต่อมทอนซิลโต และต่อมอะดีนอยด์โต อันตรายแค่ไหน?

ทอนซิลและอะดีนอยด์โตในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาลถึงประถม แม้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการนอนกรนรุนแรง หยุดหายใจขณะหลับ หรืออักเสบบ่อยครั้ง การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็น