ภาวะหลอดลมไวเกิน เข้าใจอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจเพื่อสุขภาพปอดที่ดี
07 กรกฎาคม 2568
ภาวะหลอดลมไวเกิน เข้าใจอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจเพื่อสุขภาพปอดที่ดี
ภาวะหลอดลมไวเกิน ไม่ใช่โรคหอบหืดโดยตรง แต่อาจเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญที่พบในผู้ป่วยโรคหอบหืด หรืออาจพบในผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหอบหืดแต่มีอาการไอเรื้อรังเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้นบางอย่าง ภาวะนี้เกิดจากหลอดลมมีการอักเสบและตอบสนองไวผิดปกติ ทำให้เกิดการตีบแคบ หดเกร็ง หรือมีเสมหะเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เมื่อสัมผัสกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ อากาศเย็น สารเคมี หรือแม้แต่การออกกำลังกาย อาการต่างๆ จึงปรากฏขึ้น
แม้ภาวะหลอดลมไวเกินอาจไม่ได้รุนแรงถึงชีวิตเสมอไป แต่ก็สร้างความรำคาญใจ ลดคุณภาพชีวิต และอาจนำไปสู่การเกิดโรคหอบหืดในอนาคตได้ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม การรู้จักและเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถป้องกันและจัดการอาการได้อย่างทันท่วงที
ทำความเข้าใจ "ภาวะหลอดลมไวเกิน" (Bronchial Hyperresponsiveness - BHR)
ภาวะหลอดลมไวเกินคืออะไร?
ภาวะหลอดลมไวเกิน (Bronchial Hyperresponsiveness - BHR) หมายถึง ภาวะที่หลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้มากกว่าคนปกติทั่วไป โดยจะมีการหดเกร็ง ตีบแคบ และมีการสร้างเสมหะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะสัมผัสสิ่งกระตุ้นในปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งในคนปกติจะไม่แสดงอาการ
กลไกหลักของภาวะนี้เกี่ยวข้องกับการที่หลอดลมมีการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุหลอดลมมีความบวมและไวต่อสิ่งเร้า เมื่อมีสิ่งกระตุ้นมาสัมผัส เซลล์ในหลอดลมจะปล่อยสารสื่อประสาทต่างๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ช่องทางเดินอากาศแคบลงและเกิดอาการต่างๆ
ความแตกต่างระหว่าง BHR กับ โรคหอบหืด
-
ภาวะหลอดลมไวเกิน (BHR) เป็นลักษณะทางสรีรวิทยาของหลอดลม ที่พบได้ในผู้ป่วยโรคหอบหืดเกือบทุกคน แต่ก็สามารถพบได้ในผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหอบหืดได้เช่นกัน (เช่น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง หรือผู้ที่เคยมีการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรง) BHR ไม่ใช่โรคหอบหืดเสมอไป
-
โรคหอบหืด (Asthma) เป็นโรคที่เกิดจากภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ร่วมกับภาวะหลอดลมไวเกิน และมีอาการทางคลินิกที่ชัดเจน เช่น ไอ หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก และมีเสียงหวีดในปอด โดยอาการจะเป็นๆ หายๆ และมีการจำกัดการไหลเวียนของอากาศที่สามารถย้อนกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เองหรือด้วยยา
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหลอดลมไวเกิน
1. โรคภูมิแพ้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด การมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) หรือผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) จะเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะ BHR และโรคหอบหืด
2. การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสในวัยเด็ก เช่น RSV (Respiratory Syncytial Virus), ไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้ออื่นๆ ที่ทำให้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะ BHR ตามมาได้
3. การสัมผัสสารระคายเคือง/มลพิษทางอากาศ
-
ควันบุหรี่ ทั้งการสูบบุหรี่โดยตรงและการได้รับควันบุหรี่มือสอง (Passive Smoking) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลอดลมไว
-
มลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5, ควันจากท่อไอเสียรถยนต์, ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม, ควันธูป
-
สารเคมีในอาชีพ เช่น สารเคมีจากโรงงาน, ฝุ่นในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง หรือเกษตรกรรม
4. ปัจจัยทางพันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะ BHR
5. โรคกรดไหลย้อน (GERD) กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวขึ้น
6. ภาวะอ้วน มีการศึกษาพบว่าภาวะอ้วนสัมพันธ์กับภาวะ BHR และอาการหอบหืดที่ควบคุมได้ยาก
7. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blockers) ในบางราย
อาการของภาวะหลอดลมไวเกิน
อาการของภาวะหลอดลมไวเกินมักจะคล้ายกับอาการของโรคหอบหืด แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเท่านั้น และความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
1. อาการหลักที่พบบ่อย
-
ไอ เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นไอแห้งๆ ไอติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศเย็น ควันบุหรี่ หรือหลังออกกำลังกาย
-
หายใจลำบาก หรือรู้สึกเหนื่อยง่าย รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม หรือต้องใช้แรงในการหายใจมากขึ้น
-
แน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับ หรือบีบรัดหน้าอก
-
มีเสียงหวีดในปอด (Wheezing) เป็นเสียงคล้ายผิวปาก หรือเสียงนกหวีดขณะหายใจออก (อาจไม่พบในทุกราย)
2. ลักษณะอาการอื่นๆ ที่อาจพบ
-
อาการมักแย่ลงในเวลากลางคืน หรือตอนเช้าตรู่
-
อาการดีขึ้นเองได้เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น หรือเมื่อร่างกายปรับตัว
-
ผู้ป่วยมักไม่มีอาการในภาวะปกติ หากไม่มีสิ่งกระตุ้น
-
อาจมีอาการของโรคภูมิแพ้อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คันตา คันจมูก น้ำมูกไหล จาม
การวินิจฉัยภาวะหลอดลมไวเกิน
การวินิจฉัยภาวะหลอดลมไวเกินจำเป็นต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะพิจารณาจากอาการ ประวัติทางการแพทย์ และการตรวจสมรรถภาพปอด
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
-
ประวัติอาการ แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการ ความถี่ ความรุนแรง ปัจจัยกระตุ้น และประวัติการเป็นภูมิแพ้ในครอบครัว หรือการสัมผัสสารระคายเคือง
-
ประวัติสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว ยาที่ใช้ การสูบบุหรี่ และอาชีพ
-
การตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด และตรวจดูสัญญาณอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)
-
เป็นการตรวจพื้นฐานเพื่อประเมินการทำงานของปอด ผู้ป่วยจะหายใจเข้าลึกและเป่าลมออกอย่างแรงและเร็วที่สุดผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์
-
หากค่า FEV1/FVC ต่ำกว่าปกติ อาจบ่งชี้ถึงภาวะหลอดลมตีบ แต่เพื่อยืนยันภาวะหลอดลมไวเกิน อาจต้องมีการทดสอบเพิ่มเติม
3. การทดสอบภาวะหลอดลมไวเกิน (Bronchial Challenge Test หรือ Bronchial Provocation Test)
-
เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยภาวะ BHR ผู้ป่วยจะถูกให้หายใจเอาสารกระตุ้นเข้าไปในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งวัดสมรรถภาพปอดด้วยเครื่องสไปโรมิเตอร์เป็นระยะๆ
-
สารกระตุ้นที่ใช้บ่อย
- Methacholine (เมทาโคลีน) เป็นสารที่ทำให้หลอดลมหดเกร็ง มักใช้เป็นมาตรฐานในการทดสอบ
- Histamine (ฮิสตามีน) เป็นสารก่อภูมิแพ้
- การออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่สงสัยหอบหืดจากการออกกำลังกาย จะมีการให้วิ่งสายพาน หรือปั่นจักรยาน
- น้ำเกลือ hyperosmolar
- ผลการทดสอบ หากสมรรถภาพปอด (โดยเฉพาะค่า FEV1) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ปริมาณสารกระตุ้นต่ำๆ จะยืนยันภาวะหลอดลมไวเกิน
3. การตรวจอื่นๆ (ตามความจำเป็น)
แนวทางการดูแลและรักษาภาวะหลอดลมไวเกิน
การดูแลและรักษาภาวะหลอดลมไวเกินมุ่งเน้นที่การลดอาการ บรรเทาความรำคาญ และป้องกันไม่ให้ภาวะนี้พัฒนาไปสู่โรคหอบหืดเต็มตัว หรือป้องกันอาการกำเริบที่รุนแรง
1. การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น (Avoidance of Triggers)
-
หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากทราบว่าแพ้อะไร ควรหลีกเลี่ยงสารนั้นๆ เช่น กำจัดไรฝุ่นในบ้าน ทำความสะอาดที่นอน หมอน ผ้าห่มเป็นประจำ หลีกเลี่ยงสัตว์เลี้ยงหากแพ้
-
หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศสูง เช่น ฝุ่น PM 2.5 ควันรถยนต์ ควันธูป สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็น หลีกเลี่ยงสเปรย์ น้ำหอม กลิ่นฉุนต่างๆ
-
ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) ตามคำแนะนำของแพทย์
-
การจัดการเมื่อออกกำลังกาย หากอาการกำเริบจากการออกกำลังกาย ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และอาจต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมก่อนออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์
2. การรักษาด้วยยา (Medications)
การใช้ยาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความถี่ของอาการ และดุลยพินิจของแพทย์
- ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น (Bronchodilator Inhalers)
- ยาออกฤทธิ์เร็ว (SABA - Short-acting Beta-agonists) เช่น Salbutamol (Ventolin) ใช้เมื่อมีอาการเฉียบพลัน เพื่อช่วยขยายหลอดลมอย่างรวดเร็ว
- ยาออกฤทธิ์นาน (LABA - Long-acting Beta-agonists) อาจพิจารณาใช้ในบางกรณี แต่ไม่ใช้เป็นยาเดี่ยว มักใช้ร่วมกับยาลดการอักเสบ
• ยาลดการอักเสบ (Anti-inflammatory Medications)
- ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดพ่น (Inhaled Corticosteroids - ICS) เช่น Budesonide, Fluticasone หากมีอาการบ่อยหรือรุนแรง หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นหอบหืด แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาพ่นกลุ่มนี้เพื่อลดการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม
- ยาในกลุ่ม Leukotriene Modifier เช่น Montelukast เป็นยารับประทานที่ช่วยลดการอักเสบและควบคุมอาการในบางราย
3. การดูแลสุขภาพทั่วไป
-
รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ
-
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
-
พักผ่อนให้เพียงพอ
-
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากอาการไม่กำเริบจากการออกกำลังกาย หรือสามารถจัดการได้ การออกกำลังกายจะช่วยให้ปอดแข็งแรง
-
จัดการความเครียด ฝึกผ่อนคลาย ทำสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ
-
ควบคุมโรคประจำตัว หากมีโรคกรดไหลย้อน หรือโรคอ้วน ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี เพราะอาจส่งผลต่อภาวะหลอดลมไวเกิน
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการดูแล
แม้ภาวะหลอดลมไวเกินอาจไม่ได้รุนแรงเท่าโรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากไม่ได้รับการดูแลและจัดการอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหรือปัญหาอื่นๆ ได้
1. พัฒนาไปสู่โรคหอบหืดเต็มตัว
-
หากมีการสัมผัสกับปัจจัยกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและหลอดลมมีการอักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษา ภาวะหลอดลมไวเกินอาจพัฒนาไปเป็นโรคหอบหืดที่ชัดเจนขึ้น และมีอาการที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
2. การเกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
-
การอักเสบและตอบสนองไวอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหลอดลม (Airway Remodeling) ทำให้หลอดลมเสียหายและทำงานได้ไม่เต็มที่ในระยะยะ
3. การเกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
อาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การทำงาน การเรียน การนอนหลับ และการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
4. การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำๆ
- หลอดลมที่อักเสบและมีเสมหะมาก อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น
เมื่อไหร่ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ?
หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นภาวะหลอดลมไวเกิน หรือมีอาการแย่ลง โปรดอย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้
-
มีอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสปัจจัยกระตุ้น
-
อาการไม่ดีขึ้นหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
-
อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว หายใจลำบากมากขึ้น มีเสียงหวีดดังขึ้น หรือต้องใช้ยาพ่นฉุกเฉินบ่อยขึ้น
-
มีอาการหายใจลำบากมาก พูดไม่เป็นคำ หรือริมฝีปาก เล็บมีสีเขียวคล้ำ (ภาวะฉุกเฉิน!)
-
ต้องการการวินิจฉัยที่แม่นยำ เพื่อแยกจากโรคอื่นๆ และรับการรักษาที่เหมาะสม
-
ต้องการคำแนะนำในการดูแลตนเอง และการจัดการกับปัจจัยกระตุ้นอย่างถูกวิธี
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น การตรวจสมรรถภาพปอด และทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การดูแลท่านด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ท่านมีสุขภาพปอดที่ดีและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่: โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
FaceBook: https://www.facebook.com/paknampohos
โทร: 056001111
มีคำถามเกี่ยวกับ โรคภาวะหลอดลมไวเกิน ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


