รู้จัก “กระดูกเชิงกรานหัก” ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม
01 ธันวาคม 2568
รู้จัก “กระดูกเชิงกรานหัก” ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม
กระดูกเชิงกรานคือโครงสร้างที่สำคัญในร่างกายของเรา ด้านหน้าติดกับกระดูกต้นขา ด้านหลังเชื่อมต่อกับกระดูกสัน หลัง ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักจากร่างกายส่วนบนและถ่ายเทไปยังขาและเท้า หากเกิดการ หักของกระดูกเชิงกราน (pelvic fracture) อาจมีผลร้ายแรงทั้งต่อโครงสร้างร่างกาย ระบบหลอดเลือด-ประสาท และอวัยวะภายใน ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามปัญหานี้
กระดูกเชิงกรานหักคืออะไร?
โครงสร้างของเชิงกรานประกอบด้วยกระดูกหลายส่วน ได้แก่ กระดูกอิเลียม (ilium) กระดูกอิชิอุม (ischium) และกระดูกพิวบิส (pubis) รวมถึงกระดูกสแครัม (sacrum) และโคนหาง (coccyx)
ภาวะหักเกิดขึ้นเมื่อกระดูกหนึ่งหรือหลายชิ้นในวงแหวนเชิงกราน (pelvic ring) ถูกแรงกระทำจนแตกหรือแตก และอาจมีการเคลื่อนตัวของชิ้นกระดูกร่วมด้วย โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
-
Stable fracture (หักที่มีโครงสร้างยังคงเสถียร) ชิ้นกระดูกไม่เลื่อนมาก และโครงสร้างวงแหวนเชิงกรานยังคงอยู่
-
Unstable fracture (หักที่โครงสร้างเสียหายมาก) มีการแตกหลายจุด ชิ้นกระดูกเลื่อนตัว และอาจมีเลือดออกหรือมีอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บร่วมด้วย
*ความรุนแรงของภาวะนี้ทำให้ห้ามมองข้ามเพราะนอกจากกระดูกแล้ว ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
สาเหตุและกลุ่มเสี่ยงของภาวะกระดูกเชิงกรานหัก
อุบัติเหตุแรงสูง
-
ภาวะกระดูกเชิงกรานหักมักเกิดจากแรงกระแทกรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การตกจากที่สูง หรือถูกของหนักกดทับ ซึ่งแรงกระแทกเหล่านี้สามารถทำให้กระดูกเชิงกรานแตกหรือร้าวได้ แม้ในผู้ที่มีกระดูกแข็งแรง
-
ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือน มักมีภาวะกระดูกพรุนจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย แม้เพียงการหกล้มหรือแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้กระดูกเชิงกรานหักได้
อาการที่ควรสังเกต
- ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน สะโพก หรือต้นขาอย่างมาก และอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวหรือพยายามยืน
- เดินหรือยืนลำบาก หรือไม่สามารถลงน้ำหนักได้ตามปกติ
- มีรอยฟกช้ำ บวม หรือมีเลือดคั่งบริเวณเชิงกราน หรืออาจมีบาดแผลภายในร่วมด้วย
- ในกรณีรุนแรงอาจมีภาวะเลือดออกภายใน อวัยวะได้รับบาดเจ็บร่วม ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
กลุ่มเสี่ยงของภาวะกระดูกเชิงกรานหัก
- ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากกระดูกเปราะบางจากอายุที่มากขึ้น ร่วมกับปัญหาการทรงตัว การมองเห็น หรือการเคลื่อนไหวที่ช้าลง ทำให้เกิดการล้มได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่กระดูกเชิงกรานหักได้โดยไม่รู้ตัว
- ผู้ที่เคยหกล้มหรือได้รับแรงกระแทกมาก่อน การล้มหรือบาดเจ็บรุนแรงในอดีตอาจทำให้โครงสร้างกระดูกเชิงกรานอ่อนแอ หากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เมื่อเกิดแรงกระแทกซ้ำก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่ายขึ้น
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาที่ส่งผลต่อกระดูก โรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เบาหวาน ไตเรื้อรัง หรือการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน สามารถทำให้กระดูกสูญเสียความแข็งแรงได้ นอกจากนี้ ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดและยากันชัก ยังส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียม ทำให้กระดูกบางและเปราะมากขึ้น
อาการปวดกระดูกจากกระดูกเชิงกรานแตกหรือหัก
กระดูกเชิงกรานแตกหรือหัก โดยมากมักเกิดจากอุบัติเหตุที่มีความรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ พลัดตกจากที่สูง ได้รับแรงกระแทกโดยตรงบริเวณสะโพกหรือเชิงกราน แต่ในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกเชิงกรานแตกหักได้ง่าย โดยสามารถสังเกตอาการปวดจากภาวะกระดูกเชิงกรานแตกหรือหักได้ ดังนี้
- ปวดกระดูกเชิงกรานเวลานั่งในบางท่า
- ปวดกระดูกเชิงกรานจนไม่สามารถขยับสะโพกได้
- กระดูกเชิงกรานหรือสะโพกผิดรูป
- มีรอยแผลหรือรอยฟกช้ำชัดเจนบริเวณสะโพกและกระดูกเชิงกราน
- มีอาการบาดเจ็บร่วมของระบบทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน จนทำให้เกิดอาการชาบริเวณรอบทวารหนัก หรือมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ
- เส้นประสาทบริเวณเอวส่วนล่างและก้นกบบาดเจ็บ บางรายอาจรุนแรงไปถึงการเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดปริมาณมาก
แนวทางการรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของการหัก โดยสรุปได้เป็น 2 แนวทางใหญ่
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
- หากเป็นการหักในลักษณะที่เสถียร (stable) และไม่มีการเลื่อนของกระดูกมาก อาจใช้วิธีพักการลงน้ำหนัก ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน และให้ยาบรรเทาปวด
- การดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น การเคลื่อนไหวน้อย การติดเชื้อ หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
การรักษาแบบผ่าตัด
- ในกรณีที่โครงสร้างเสียหายมาก หรือมีชิ้นกระดูกเลื่อนตัว (unstable) จะต้องใช้การผ่าตัด เช่น ยึดตรึงกระดูก หรือผ่าตัดซ่อมแซมโครงสร้างเชิงกรานเพื่อให้กลับมาใช้งานได้
- หลังการรักษา ต้องมีโปรแกรมฟื้นฟู เช่น กายภาพบำบัดเพื่อคืนความแข็งแรง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
หลังเกิดอุบัติเหตุแล้วกระดูกเชิงกรานหักต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
- ให้ผู้ป่วยขยับตัวน้อยที่สุด จนกว่าทีมช้วยเหลือจะมาถึง เพื่อป้องกันกระดูกที่หักเคลื่อนและทำให้อวัยวะข้างเคียงบาดเจ็บเพิ่ม
- หากมีบาดแผลให้ใช้ผ้าสะอาดปิดบริเวณปากแผล
- ถ้าผู้ป่วยพอที่จะขยับตัวได้ ให้ขยับตัวช้า ๆ เพื่ออยู่ในท่าทางที่ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุด
- หากไม่แน่ใจว่ามีกระดูกหักหรือไม่ ไม่ควรนวดหรือดัดร่างกาย
- ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการปวดกระดูก บวม หรือฟกช้ำ

กระดูกเชิงกรานหัก” อาจเริ่มจากเหตุการณ์เล็ก ๆ แต่หากได้รับแรงกระแทกสูง หรือเกิดในผู้ที่กระดูกอ่อนแอ ก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เลือดออกภายใน อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ หรือความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลงอย่างถาวรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยและวิธีการรักษาอื่นๆ อย่างครบวงจร

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคกระดูกเชิงกรานหัก?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคกระดูกและข้อ
สถานที่
ชั้น 3
เวลาทำการ
จ : 08.00-16.00 ,อ-พฤ : 08.00-20.00 ,ศ : 08.00-17.30 ,ส : 17.00-20.00 ,อา 08.00-17.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510401


