“รู้จักโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะขาขาดเลือด”
02 ธันวาคม 2568
“รู้จักโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะขาขาดเลือด”
รู้จัก “โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน”
หลายคนอาจเข้าใจว่าอาการปวดขา ปวดน่อง เป็นตะคริวบ่อยๆ ขณะเดินหรือออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติที่อาจมาจากสาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบ หรือโรคกระดูกและข้อ แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้สัมพันธ์กับการอุดตันหรือมีลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงส่วนปลายกีดขวางการไหลเวียนของเลือดไปที่ขา ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบเกิดขึ้น หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงโดนตัดขาได้ ทั้งนี้ในผู้ที่มีภาวะโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบนั้น แม้ว่าจะไม่มีประวัติอาการสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบมาก่อน แต่ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้อย่างใกล้เคียงกัน
โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ ตัน คืออะไร
โรคที่เราพูดถึงนี้ในภาษาแพทย์มักใช้ชื่อว่า โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease – PAD) หรือ “หลอดเลือดส่วนปลายตีบ ตัน” หมายถึงภาวะที่หลอดเลือดแดงซึ่งส่งเลือดไปยังขา เท้า หรือบริเวณส่วนปลายของแขน ขา เกิดการตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดลดลง เนื้อเยื่อไม่ได้รับเลือด ออกซิเจน และสารอาหารตามที่ควร จึงเริ่มเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น เช่น เจ็บขาเมื่อเดิน ชาหรือปวดขาขณะพัก และหากปล่อยไว้อาจพัฒนาไปเป็นภาวะรุนแรงถึงขั้นเนื้อเยื่อตาย (gangrene) หรือขาต้องถูกตัดทิ้งได้
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ ได้แก่
- ผู้ที่มีภาวะ หรือโรคไขมันในเลือดสูง
- การสูบบุหรี่
- ผู้ที่มีความเสี่ยงจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น
- ผู้ที่มีสารโฮโมซิสเทอีน (Homocysteine) ในเลือดสูง
- มีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
- อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
สัญญาณเตือนหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตันที่ควรระวัง
- ปวดเหมือนตะคริว ที่ขาและบั้นท้ายเวลาเดินและดีขึ้นเมื่อหยุดเดินสักพัก ผู้ป่วยประมาณ 40-50% มีอาการเช่นนี้ บางคนอาจรู้สึกปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
- ขาหรือแขนชาหรืออ่อนแรง
- รู้สึกเย็นที่ขาส่วนล่างหรือเท้า
- ผิวหนังที่ขาเป็นมันเงา
- ผิวหนังที่ขามีสีที่เปลี่ยนแปลงไป
- แผลที่นิ้วเท้า เท้าหรือขาที่ไม่หาย
- ขนบริเวณขาและเท้าร่วง
- เล็บเท้าเปราะ งอกช้า
- ขาชาหรืออ่อนแรง
- เสื่อมสมรรถนะทางเพศในเพศชาย
อาการของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน
ภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน (Peripheral Artery Disease: PAD) เป็นโรคที่มักเริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่า “หลอดเลือดขาเริ่มตีบ” แล้ว จึงมักมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามจนเกิดภาวะขาขาดเลือด
อาการของโรคสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลัก คือ อาการแบบเฉียบพลัน และ อาการแบบเรื้อรัง
1. อาการแบบเฉียบพลัน (Acute Limb Ischemia)
เป็นภาวะที่เกิดขึ้น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากหลอดเลือดขาเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่เห็นได้ชัดและรุนแรง ได้แก่
- ปวดขาทันทีทันใดแบบต่อเนื่อง ไม่ทุเลาแม้ในขณะพัก
- ขามีอาการชาหรือเหน็บชา
- ผิวหนังบริเวณขาหรือเท้า ซีดและเย็นผิดปกติ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เคลื่อนไหวขาได้ลดลง
- คลำชีพจรบริเวณข้อเท้าไม่ได้
*หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจทำให้เกิด ภาวะขาขาดเลือดถาวรหรือเนื้อตาย ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดขาได้
2. อาการแบบเรื้อรัง (Chronic Limb Ischemia)
เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดน่องเวลาเดิน หรือ รู้สึกขาอ่อนแรงเมื่อออกแรงนาน ๆ แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจะเริ่มมีอาการต่อเนื่อง ดังนี้
- ปวดขาเวลาเดิน โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินระยะไกล และอาการจะดีขึ้นเมื่อพัก (อาการแบบ Intermittent Claudication)
- มีอาการปวดเท้าขณะพัก โดยเฉพาะเวลากลางคืน
- ผิวหนังที่เท้าเริ่มคล้ำลง หรือ มีสีม่วงคล้ำ
- อาจพบแผลเรื้อรังที่ปลายเท้าหรือขา ซึ่ง หายช้า หรือไม่หายเลย
- คลำชีพจรที่ข้อเท้าไม่ได้
- ผิวหนังบริเวณปลายเท้าเย็น ซีด และบางรายอาจพบ เนื้อตายหรือแผลเน่าดำ บริเวณนิ้วเท้า
*ภาวะนี้จัดว่าอันตราย เพราะเป็นสัญญาณของ “ขาขาดเลือดเรื้อรัง” ที่หากปล่อยไว้นานเกินไป อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือถึงขั้นตัดขาเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง
“ทำไมต้องรีบรักษา – ภาวะแทรกซ้อน”
ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพของเรา เราให้ความสำคัญกับการรักษาเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
- เนื้อเยื่อในขาและเท้าได้รับเลือดน้อยจนเสีย หรือเกิดแผลที่หายยาก (อาจถึงขั้นต้องตัดขา)
- โรคหลอดเลือดชนิดนี้มักสัมพันธ์กับหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง – ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อหัวใจวายหรืออัมพาต
- คุณภาพชีวิตลดลง เดินได้ไม่ปกติ ขาอ่อนแรง หรือเจ็บเมื่อทำกิจกรรมซึ่งทำให้ชีวิตประจำวันยากขึ้น
การรักษาและดูแล
เรามีแนวทางการดูแลที่ครอบคลุม เพื่อป้องกันการลุกลามและลดความเสี่ยงต่อขาเสีย รวมถึง
- การปรับพฤติกรรม เช่น เลิกบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- การใช้ยา เช่น ยาลดคอเลสเตอรอล ยาเพิ่มการไหลเวียนเลือด ยาควบคุมความดันโลหิตและเบาหวาน
- การทำกายภาพบำบัดโดยมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้มีภาวะนี้ (เช่น เดินบนลู่วิ่งใต้การดูแล)
- กรณีหลอดเลือดตีบ หรืออุดตันอย่างรุนแรง ทีมแพทย์ของเราพร้อมทำหัตถการทางหลอดเลือด เช่น บอลลูนขยายหลอดเลือด ใส่สเตนท์ หรือผ่าตัดบายพาส ในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน

หากคุณมีอาการปวดขา เท้าเย็น หรือแผลที่หายช้า อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยและวิธีการรักษาอื่นๆ อย่างครบวงจร

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคภาวะครรภ์เสี่ยง?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


