Header

โรคไข้ดิน ภัยร้ายจากดินและน้ำท่วมที่อันตรายถึงชีวิต รู้ทัน ป้องกันได้ ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

06 สิงหาคม 2568

โรคไข้ดิน ภัยร้ายจากดินและน้ำท่วมที่อันตรายถึงชีวิต รู้ทัน ป้องกันได้ ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ

      โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความห่วงใยในสุขภาพของท่านเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีเกษตรกรมีการทำนาและเป็นฤดูที่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย นั่นคือ โรคไข้ดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการแพทย์ว่า โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis)

      โรคไข้ดินไม่ใช่โรคที่เกิดจากการถูกดินกัด หรือดินทับอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei. ซึ่งอาศัยอยู่ในดินและน้ำ และสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายทาง โรคนี้มีอาการที่หลากหลายและรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
 

ทำความเข้าใจ "โรคไข้ดิน" หรือ "เมลิออยโดสิส"

     มะเร็งตับคือการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ในตับ ซึ่งอาจเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในตับโดยตรง (มะเร็งตับปฐมภูมิ) หรือเป็นเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น (มะเร็งตับทุติยภูมิ) มะเร็งตับปฐมภูมิที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma: HCC) ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง

โรคไข้ดินเกิดจากอะไร?

     โรคไข้ดินเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei. ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในดินโคลน ดินเหนียว และน้ำในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและบริเวณที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง
เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายช่องทาง

  • ทางการหายใจ การหายใจเอาฝุ่นดิน หรือละอองน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไปในปอด
  • ทางการกิน การดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน
  • ทางการสัมผัส การที่ผิวหนังมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วน แล้วสัมผัสกับดินหรือน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ ซึ่งเป็นช่องทางที่พบได้บ่อยที่สุด
  • ทางการสำลัก การสำลักน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าสู่ปอด

    *เชื้อโรคชนิดนี้ ไม่ได้แพร่จากคนสู่คน แต่การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อโรคโดยตรง

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้ดิน?

     แม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ หากมีการสัมผัสกับเชื้อโรค แต่ก็มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป และมีโอกาสที่อาการจะรุนแรงมากกว่า

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน (เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด), โรคไตเรื้อรัง, โรคธาลัสซีเมีย, โรคตับแข็ง, โรคปอดเรื้อรัง, โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยมะเร็ง
  • ผู้ที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม เช่น ชาวนา ชาวสวน หรือผู้ที่ต้องสัมผัสกับดินและน้ำเป็นประจำ
  • ผู้ที่สัมผัสกับดินและน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและหลังน้ำท่วม ซึ่งเชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ตามพื้นดินและแหล่งน้ำต่างๆ
  • ผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง การมีแผลเปิดทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

โรคนี้พบได้ที่ไหนในประเทศไทย?

     โรคไข้ดินพบได้ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยมากที่สุด และสามารถพบได้ในภาคอื่นๆ ที่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและมีการเพาะปลูกข้าว
 

อาการของ "โรคไข้ดิน" อาการบ่งชี้ที่ต้องรีบพบแพทย์

     โรคไข้ดินมีอาการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย โดยมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 1-21 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 9 วัน อาการของโรคอาจแบ่งได้ตามรูปแบบการติดเชื้อ

1. อาการที่เกี่ยวข้องกับปอด (Pulmonary Melioidosis)

  • เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด
  • ไข้สูง หนาวสั่น อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
  • ไอ เจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก หายใจถี่
  • อาจมีหนองในช่องปอด

2. อาการที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง (Cutaneous Melioidosis)

  • เกิดจากการที่เชื้อเข้าทางบาดแผลที่ผิวหนัง
  • มีฝี (Abscess) หรือแผลพุพอง มักเกิดขึ้นที่บริเวณที่สัมผัสกับดินหรือน้ำ
  • ฝีอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ อาจมีหลายเม็ดหรือเป็นเพียงเม็ดเดียว และอาจมีอาการบวมแดง ร้อน และเจ็บปวด

3. อาการที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะอื่นๆ (Localized Infection)

  • ปวดบวมข้อต่อ หรือกระดูก
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีฝีในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ไต หรือต่อมลูกหมาก อาจมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดท้อง ปวดศีรษะ

4. อาการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Melioidosis)

  • เป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดและเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบ
  • อาการทางสมอง ซึม สับสน
  • อาจมีอาการช็อกและเสียชีวิตได้

*อาการเหล่านี้อาจคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น โรคฉี่หนู หรือไข้หวัดใหญ่ ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้บ่อยครั้ง หากมีอาการไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง และมีประวัติสัมผัสกับดินหรือน้ำ ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบทันที


การวินิจฉัยและการรักษา "โรคไข้ดิน" รวดเร็วและถูกวิธีคือสิ่งสำคัญ

การวินิจฉัย

     การวินิจฉัยโรคไข้ดินต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ เพราะอาการของโรคมีความคลุมเครือและไม่จำเพาะ

  • การเพาะเชื้อ (Culture) เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด แพทย์จะนำตัวอย่างจากผู้ป่วย เช่น เลือด หนอง เสมหะ หรือปัสสาวะ ไปเพาะเชื้อเพื่อหาแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei. ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน
  • การตรวจเลือด (Serology) เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคในเลือด ซึ่งอาจช่วยในการวินิจฉัยได้ แต่มีความแม่นยำน้อยกว่าการเพาะเชื้อ

แนวทางการรักษา

     เมื่อวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคไข้ดิน การรักษาต้องทำอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพราะเชื้อมีความดื้อยาค่อนข้างสูง และการรักษามีระยะเวลานาน

  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
    - ระยะเฉียบพลัน ให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำในปริมาณสูงเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น
    - ระยะต่อเนื่อง เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว แพทย์จะเปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะชนิดกินต่ออีกอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อที่อาจซ่อนอยู่ในร่างกายให้หมดสิ้น และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น การผ่าตัดระบายหนองจากฝีในอวัยวะต่างๆ หรือการให้สารน้ำและยาเพื่อรักษาภาวะช็อก

*สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด และป้องกันการเกิดภาวะเชื้อดื้อยา หรือการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งจะรักษายากขึ้น


การป้องกัน "โรคไข้ดิน"  ปกป้องตัวเองและคนที่คุณรัก

   เนื่องจากเชื้อโรคไข้ดินสามารถพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม การป้องกันที่ดีที่สุดคื อการ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรค โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและในช่วงที่มีฝนตกชุกหรือน้ำท่วม

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำโดยตรง 

  • สวมรองเท้าบูทกันน้ำ หากต้องเดินลุยน้ำ ลุยโคลน หรือทำงานในสวน
  • สวมถุงมือยาง หากต้องสัมผัสกับดิน
  • ทำความสะอาดร่างกาย ทันทีหลังจากการสัมผัสกับดินหรือน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผล
  • งดการลงเล่นน้ำที่ขุ่นข้น หรือในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด

2. ป้องกันบาดแผลและการติดเชื้อ
 

  • ล้างแผลให้สะอาด หากมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วน ควรล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที และทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ
  • ปิดแผลให้สนิท ด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผล เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

3. ป้องกันการกินและหายใจเอาเชื้อเข้าไป

  • ดื่มน้ำที่สะอาด ควรเป็นน้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวด
  • สวมหน้ากากอนามัย หากต้องทำงานในพื้นที่ที่มีฝุ่นดินฟุ้งกระจาย

4. การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว

  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะโรคเบาหวาน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำโดยตรง ในช่วงที่มีการระบาด หรือช่วงฤดูฝนให้มากที่สุด


เมื่อไหร่ที่ควรมาปรึกษาแพทย์

     หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ควรรอช้า ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ที่ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ ทันที

  • มีไข้สูง หนาวสั่น โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสกับดินหรือน้ำ

  • มีอาการคล้ายปอดบวม ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก

  • มีฝีหรือแผลพุพองที่ไม่หาย

  • มีอาการปวดข้อ หรือปวดกล้ามเนื้อ ร่วมกับมีไข้

  • มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ซึม สับสน ความดันโลหิตต่ำ

 

ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานเพื่อการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การดูแลและรักษาคุณอย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณปลอดภัยจากโรคไข้ดิน


สรุป: เข้าใจโรคไข้ดิน ป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย

     โรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำในพื้นที่เขตร้อนชื้น และสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายทาง โดยเฉพาะผ่านทางบาดแผลที่ผิวหนัง โรคนี้มีอาการที่หลากหลาย ตั้งแต่การติดเชื้อเฉพาะที่ ไปจนถึงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

     การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำโดยตรง การดูแลบาดแผลให้สะอาด และการควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะโรคเบาหวาน และหากมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที เพราะการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ครบถ้วนเป็นกุญแจสำคัญสู่การหายขาดจากโรคนี้

 

 

 

 

 
 

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของพี่น้องชาวจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง
เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้การดูแลรักษาคุณอย่างเต็มที่
มาร่วมสร้างความตระหนักรู้และป้องกันโรคไข้ดิน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของทุกคนนะครับ

 

 ขอคำปรึกษา คลิก

 

 

 

 


 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคไข้ดิน?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 




 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม

สถานที่

ชั้น 1

เวลาทำการ

จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

17 มิถุนายน 2568

มือเท้าชาบ่อยๆ ควรทำอย่างไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่คุณไม่ควรมองข้าม

อาการมือเท้าชาบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายแรง! ทำความเข้าใจสาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีดูแลตนเองเมื่อมือเท้าชา พร้อมคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ

17 มิถุนายน 2568

มือเท้าชาบ่อยๆ ควรทำอย่างไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่คุณไม่ควรมองข้าม

อาการมือเท้าชาบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายแรง! ทำความเข้าใจสาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีดูแลตนเองเมื่อมือเท้าชา พร้อมคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ

26 มีนาคม 2569

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง เกี่ยวข้องกับ “โรคหัวใจ” อย่างไร?

 ในปัจจุบัน “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง กลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบได้มากขึ้นในทุกช่วงวัย ไม่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังพบในวัยทำงานและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง

26 มีนาคม 2569

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง เกี่ยวข้องกับ “โรคหัวใจ” อย่างไร?

 ในปัจจุบัน “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง กลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบได้มากขึ้นในทุกช่วงวัย ไม่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังพบในวัยทำงานและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง

20 พฤศจิกายน 2568

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดข้อไม่ใช่เรื่องเล็ก รู้ทัน รักษาได้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเรื้อรังที่ทำให้ข้อบวม ปวด และผิดรูปได้ หากรักษาช้าอาจกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน รู้ทันอาการ สาเหตุ และแนวทางรักษา โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ

20 พฤศจิกายน 2568

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดข้อไม่ใช่เรื่องเล็ก รู้ทัน รักษาได้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเรื้อรังที่ทำให้ข้อบวม ปวด และผิดรูปได้ หากรักษาช้าอาจกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน รู้ทันอาการ สาเหตุ และแนวทางรักษา โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ