โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดข้อไม่ใช่เรื่องเล็ก รู้ทัน รักษาได้
20 พฤศจิกายน 2568
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดข้อไม่ใช่เรื่องเล็ก รู้ทัน รักษาได้
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร?
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis: RA) เป็นโรคข้ออักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ ที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อ ร่วมกับการอักเสบของอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย การอักเสบนี้ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของข้อ เช่น ถุงน้ำ และเส้นเอ็น เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดง มีข้อยืดตึงหลังตื่นนอนตอนเช้า
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจก่อให้เกิดข้อผิดรูป ทุพพลภาพ และเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โรคนี้สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในผู้หญิงอายุ 30–60 ปี โดยมักเริ่มจากข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ หรือข้อเท้า การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกของโรคก่อนที่ผู้ป่วยจะมีข้อพิการผิดรูปอย่างถาวร เป็นกลยุทธุ์สำคัญที่จะช่วยป้องกันภาวะทุพพลภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผ็ป่วยและลดอัตราการตายในผู้ป่วยเหล่านี้
สาเหตุของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ได้แก่
- พันธุกรรม หากคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
- ฮอร์โมน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน
- การติดเชื้อบางชนิด อาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ
- ปัจจัยภายนอก เช่น สูบบุหรี่ เครียดเรื้อรัง หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
อาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ลักษณะอาการของโรคนี้แตกต่างจากการปวดข้อทั่วไป เพราะจะมีลักษณะเฉพาะดังนี้
- ปวดข้อเรื้อรัง โดยเฉพาะตอนเช้า
- ข้อบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ
- รู้สึกตึงข้อหลังตื่นนอน (Morning Stiffness) นานเกิน 30 นาที
- มักเป็น “ทั้งสองข้าง” เช่น ปวดข้อมือทั้งซ้ายและขวา
- เหนื่อยง่าย มีไข้ต่ำ น้ำหนักลด
- เมื่อเป็นนาน ข้อจะคดงอหรือผิดรูป
*นอกจากข้อแล้ว โรคนี้ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ ดวงตา และเส้นเลือดได้ด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านข้อและรูมาติสซั่ม
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ต่างจากข้อเสื่อมอย่างไร?
หลายคนสับสนระหว่าง โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) กับ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) แม้ทั้งสองโรคจะทำให้ “ปวดข้อ” เหมือนกัน แต่สาเหตุและลักษณะอาการแตกต่างกันชัดเจน
โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) กับ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
| จุดเปรียบเทียบ | ข้ออักเสบรูมาตอยด์ | ข้อเสื่อม |
|---|---|---|
| สาเหตุ | การอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อ | การสึกหรอจากการใช้งาน |
| ลักษณะอาการ | ปวดข้อทั้งสองข้าง, ข้อบวมแดง | ปวดเฉพาะข้อที่ใช้งานมาก |
| เวลาปวด | ปวดตอนเช้า ตึงข้อนาน | ปวดตอนใช้งาน เดิน หรือยกของ |
| ผู้ป่วยที่พบบ่อย | ผู้หญิงวัยทำงาน | ผู้สูงอายุ |
| ผลกระทบ | ทำลายข้ออย่างรวดเร็ว | ข้อเสื่อมช้า ๆ ตามอายุ |
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและชะลอความเสื่อมของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
การวินิจฉัยโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคข้อ เนื่องจากอาการในระยะแรกอาจคล้ายโรคข้ออื่น ๆ
การตรวจที่มักใช้ประกอบการวินิจฉัย ได้แก่
ลักษณะอาการของโรคนี้แตกต่างจากการปวดข้อทั่วไป เพราะจะมีลักษณะเฉพาะดังนี้
- การตรวจเลือด: ตรวจหาสารบ่งชี้ เช่น Rheumatoid Factor (RF) และ Anti-CCP Antibody
- การเอกซเรย์ข้อ: ดูการเปลี่ยนแปลงของกระดูกและข้อต่อ
- อัลตราซาวด์ข้อ: ตรวจหาการอักเสบภายในข้อ
- ตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง: ประเมินจำนวนข้อที่อักเสบ ลักษณะบวม และความเจ็บปวด
*การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้เริ่มรักษาได้เร็วและลดความเสียหายของข้อในระยะยาว
แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด 100% แต่สามารถควบคุมอาการและชะลอความเสื่อมของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. การใช้ยา (Medication)
- ยาต้านอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดปวดและบวม
- ยากดภูมิคุ้มกัน (DMARDs) ควบคุมการอักเสบและชะลอการทำลายข้อ
- ยาชีวภาพ (Biologic Agents) ออกฤทธิ์จำเพาะต่อสารอักเสบในร่างกาย เหมาะกับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาทั่วไป
2. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ ลดอาการตึงข้อ และคงการเคลื่อนไหว
3. การปรับพฤติกรรม
- ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือโยคะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการใช้ข้อซ้ำ ๆ หรือยกของหนัก
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
4. การผ่าตัด (ในรายรุนแรง)
เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เพื่อฟื้นฟูการใช้งานในผู้ที่ข้อถูกทำลายมาก
การตรวจที่มักใช้ประกอบการวินิจฉัย ได้แก่
หมอเฉพาะทางแนะนำว่า “การรักษาที่ดี ต้องควบคู่กับการดูแลตัวเอง” ผู้ป่วยสามารถชะลอการลุกลามของโรคได้ด้วยการ
- รับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง
- มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
- ไม่สูบบุหรี่
- รักษาความสะอาดของฟันและเหงือก
- รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีโอเมก้า 3 (เช่น ปลาแซลมอน ปลาทะเล)
- พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทาง
หมอเฉพาะทางแนะนำว่า “การรักษาที่ดี ต้องควบคู่กับการดูแลตัวเอง” ผู้ป่วยสามารถชะลอการลุกลามของโรคได้ด้วยการ
- ปวดข้อเรื้อรังมากกว่า 4 สัปดาห์
- ข้อบวมแดงหลายข้อพร้อมกัน
- รู้สึกตึงข้อหลังตื่นนอน
- ปวดข้อจนทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
*หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบ แพทย์เฉพาะทางด้านข้อและรูมาติสซั่ม (Rheumatologist) เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมให้บริการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านข้อและรูมาติสซั่ม (Rheumatology) มากประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือการวินิจฉัยที่ทันสมัย เพื่อให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยและวิธีการรักษาอื่นๆ อย่างครบวงจร

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


