มือเท้าชาบ่อยๆ ควรทำอย่างไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่คุณไม่ควรมองข้าม
17 มิถุนายน 2568
มือเท้าชาบ่อยๆ ควรทำอย่างไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่คุณไม่ควรมองข้าม
อาการ "มือเท้าชา" เป็นปัญหาที่หลายคนเคยประสบ อาจรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มยิบๆ รู้สึกซ่าๆ เหมือนมีอะไรไต่ หรือรู้สึกหน่วงๆ บริเวณมือและเท้า บางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปเอง แต่หากท่านมีอาการมือเท้าชาบ่อยๆ ชาเป็นเวลานาน ชาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนแรง ปวด ซึ่งรบกวนชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญจากร่างกายว่ามีความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่ และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการมือเท้าชา ตั้งแต่กลไกการเกิด สาเหตุที่พบบ่อยทั้งแบบทั่วไปและที่อันตราย สัญญาณที่ควรรีบไปพบแพทย์ แนวทางการวินิจฉัย การรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการป้องกันและดูแลตนเอง เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถรับมือกับอาการมือเท้าชาได้อย่างถูกต้อง และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากความเสี่ยงของโรคร้ายแรง
ทำความเข้าใจอาการมือเท้าชา เกิดจากอะไร?
อาการมือเท้าชา หรือที่เรียกว่า "ปลายประสาทอักเสบ" (Peripheral Neuropathy) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากสมองและไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา มือ เท้า รวมถึงอวัยวะภายใน การที่ระบบประสาทส่วนปลายได้รับความเสียหายหรือไม่ทำงานตามปกติ อาจส่งผลให้เกิดอาการชา ปวด แสบร้อน หรืออ่อนแรงในบริเวณนั้นๆ
กลไกหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการชาได้แก่
-
การกดทับเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน หรือถูกกดทับจากโครงสร้างรอบข้าง เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อที่บวม
-
การเสียหายของเส้นประสาท จากการขาดเลือด การติดเชื้อ การอักเสบ สารพิษ หรือภาวะทางเมตาบอลิซึมที่ผิดปกติ
-
ความผิดปกติของปลอกหุ้มประสาท (Myelin Sheath) ซึ่งทำหน้าที่ห่อหุ้มและช่วยในการนำกระแสประสาท ทำให้กระแสประสาทนำได้ช้าลงหรือผิดปกติไป
สาเหตุของอาการมือเท้าชาบ่อยๆ ที่พบบ่อย
อาการมือเท้าชาสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัจจัยที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราตระหนักและประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
1. การกดทับเส้นประสาท (Nerve Compression)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการชา ซึ่งมักเกิดขึ้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง และอาการจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง
-
การนั่งทับเท้า, นั่งไขว่ห้าง, นอนทับแขน/ขา เป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับชั่วคราว เมื่อขยับตัว อาการชาก็จะค่อยๆ หายไป มักไม่เป็นอันตราย
-
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่เสื่อมสภาพเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลัง ทำให้มีอาการชา ปวดร้าว และอ่อนแรงตามแนวเส้นประสาท เช่น ชาแขน ชามือ ปวดร้าวลงขา ชาเท้า
- ตำแหน่งที่พบบ่อย บริเวณคอ (กดทับเส้นประสาทไปแขน) และบริเวณเอว (กดทับเส้นประสาทไปขา) -
กลุ่มอาการช่องทางเดินเส้นประสาทถูกกดทับ (Entrapment Neuropathy) เป็นภาวะที่เส้นประสาทถูกกดทับในช่องแคบๆ ของร่างกาย
- การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) ถูกกดทับที่ข้อมือ ทำให้มีอาการชา นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางด้านนิ้วโป้ง ชามากเวลากลางคืน หรือเวลาใช้งานข้อมือซ้ำๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย
- การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome): เกิดจากเส้นประสาทอัลนาร์ (Ulnar nerve) ถูกกดทับที่ข้อศอก ทำให้มีอาการชา นิ้วนางด้านนิ้วก้อย และนิ้วก้อย
- การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อเท้า (Tarsal Tunnel Syndrome): เกิดจากเส้นประสาททิเบียล (Tibial nerve) ถูกกดทับที่ข้อเท้า ทำให้มีอาการชาที่เท้าและนิ้วเท้า
2. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
เป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของภาวะปลายประสาทอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากโรคประจำตัว โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานานและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี น้ำตาลที่สูงเป็นเวลานานจะทำลายเส้นประสาททั่วร่างกาย
-
ลักษณะอาการ มักเริ่มจากเท้าทั้งสองข้างก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมาที่น่อง และอาจเป็นที่มือทั้งสองข้างในภายหลัง (ลักษณะคล้ายถุงมือและถุงเท้า) อาการอาจรวมถึงชา แสบร้อน ปวดแปลบๆ หรือรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต และอาจสูญเสียการรับความรู้สึก ทำให้ไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล
3. ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด
-
วิตามินบี 1 (Thiamine) การขาดวิตามินบี 1 มักพบในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทำให้เกิดอาการชา อ่อนแรง ปวด
-
วิตามินบี 6 (Pyridoxine) การขาดวิตามินบี 6 ทำให้เกิดอาการชาได้ และในทางตรงกันข้าม การได้รับวิตามินบี 6 ในปริมาณที่สูงเกินไปเป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดอาการชาได้เช่นกัน
-
วิตามินบี 12 (Cobalamin) การขาดวิตามินบี 12 มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรือวีแกนอย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยผ่าตัดกระเพาะอาหาร หรือผู้ที่มีภาวะเลือดจางชนิด pernicious anemia ทำให้เกิดอาการชา ปวด และอาจมีปัญหาด้านการทรงตัว ความจำ และสับสน
4. โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
เมื่อไตทำงานบกพร่อง ไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ ของเสียที่สะสมในร่างกายจะไปทำลายเส้นประสาท ทำให้เกิดภาวะปลายประสาทอักเสบ
-
ลักษณะอาการ คล้ายกับเบาหวาน คือชาและแสบร้อนที่ปลายมือปลายเท้า
5. การติดเชื้อบางชนิด
-
โรคงูสวัด (Herpes Zoster) หลังจากการเป็นงูสวัด ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดแสบร้อนและชาตามแนวเส้นประสาทที่เคยเป็นผื่นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia)
-
โรคเอดส์ (HIV/AIDS) การติดเชื้อ HIV หรือยาต้านไวรัสบางชนิดสามารถทำให้เกิดภาวะปลายประสาทอักเสบได้
-
โรคเรื้อน (Leprosy) เชื้อโรคเรื้อนสามารถทำลายเส้นประสาทส่วนปลายโดยตรง ทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
6. การได้รับสารพิษหรือสารเคมี
-
แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานาน สามารถทำลายเส้นประสาทได้โดยตรง และยังขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี
-
สารเคมีอุตสาหกรรม เช่น สารตะกั่ว ปรอท สารหนู บางตัวทำลายเส้นประสาท
-
ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ยาเคมีบำบัดหลายชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะปลายประสาทอักเสบ
7. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases)
ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหันมาทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อของตนเอง ซึ่งรวมถึงเส้นประสาทด้วย
-
โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus - SLE)
-
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
-
กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome) เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าทำลายปลอกหุ้มประสาทอย่างเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงและชาอย่างรวดเร็ว มักเริ่มจากเท้าแล้วลามขึ้นไปด้านบน เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษา
8. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
เมื่อหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและเกิดความเสียหายในบริเวณที่ควบคุมการรับความรู้สึก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชาครึ่งซีกของร่างกาย หรือชาเฉพาะส่วน
-
ลักษณะอาการ ชาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายอย่างเฉียบพลัน ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือเดินเซ
9. เนื้องอก (Tumor)
-
เนื้องอกในสมองหรือไขสันหลัง อาจกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชา อ่อนแรง
-
เนื้องอกที่เส้นประสาท (Neuroma) เนื้องอกที่เกิดขึ้นที่ตัวเส้นประสาทเอง
-
เนื้องอกที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น อาจกดทับเส้นประสาท
10. ปัจจัยอื่นๆ
-
การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภาวะบวมน้ำในร่างกายอาจทำให้เกิดอาการชาที่มือและเท้าได้ชั่วคราว
-
โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ทั้งไทรอยด์ทำงานเกินหรือทำงานต่ำ
-
กรรมพันธุ์ บางภาวะปลายประสาทอักเสบเป็นโรคทางพันธุกรรม
-
การขาดเลือดเฉียบพลัน เช่น หลอดเลือดอุดตัน ทำให้เนื้อเยื่อและเส้นประสาทขาดเลือดอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายของมือเท้าชาที่ต้องรีบพบแพทย์
แม้ว่าอาการมือเท้าชาส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่หากท่านมีอาการร่วมกับสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หรือเดินทางไปแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
-
อาการชาเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาครึ่งซีกของร่างกาย ใบหน้า แขนขา
-
อาการชาเกิดขึ้นพร้อมกับอาการอ่อนแรง หรืออัมพาต ไม่สามารถขยับแขนขา หรืออวัยวะที่ชาได้
-
มีอาการชา ร่วมกับพูดไม่ชัด ปากเบี้ยว เดินเซ หรือการทรงตัวผิดปกติ เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
-
มีอาการชา ร่วมกับความผิดปกติของการขับถ่าย เช่น ปัสสาวะไม่ออก หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้
-
อาการชาลามขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ชาที่เท้าแล้วลามขึ้นมาที่น่องและต้นขาภายในเวลาอันสั้น (สงสัย Guillain-Barré Syndrome)
-
อาการชาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงอย่างต่อเนื่อง
-
อาการชาที่ทำให้ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกร้อน-เย็น หรือการบาดเจ็บได้ อาจนำไปสู่แผลเรื้อรัง หรือการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
-
มีอาการชาเกิดขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บที่คอ หลัง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจเกิดการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง
-
มีอาการชา ร่วมกับมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง หรือสับสน อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในระบบประสาท
-
ชาที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด
การวินิจฉัยอาการมือเท้าชา
เมื่อท่านมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับการชา ลักษณะอาการ ระยะเวลา ปัจจัยที่กระตุ้นหรือบรรเทา ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา และประวัติครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจระบบประสาท เช่น การตรวจกำลังกล้ามเนื้อ การตรวจการรับความรู้สึก การตรวจรีเฟล็กซ์ และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
1. การตรวจเลือด (Blood Tests)
-
ระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจคัดกรองหรือยืนยันโรคเบาหวาน
-
การทำงานของไตและตับ เพื่อประเมินภาวะไตวายหรือความผิดปกติของตับ
-
ระดับวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, บี 12
-
ระดับฮอร์โมนไทรอยด์
-
การตรวจคัดกรองโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น ANA (Antinuclear Antibody)
-
การตรวจหาการติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV
2. การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท (Nerve Conduction Study & Electromyography - NCS/EMG)
-
• เป็นการตรวจที่สำคัญและแม่นยำในการประเมินความเสียหายของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
• Nerve Conduction Study (NCS) ตรวจวัดความเร็วและความแรงของกระแสประสาทที่ส่งผ่านเส้นประสาท
• Electromyography (EMG) ตรวจวัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ เพื่อประเมินความเสียหายของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อ
3. การตรวจวินิจฉัยทางภาพ (Imaging Studies)
-
• X-ray เพื่อดูความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกคอหรือกระดูกสันหลังที่ผิดรูป หรือกระดูกงอกที่อาจกดทับเส้นประสาท
• MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือ CT Scan (Computed Tomography Scan) ของสมอง ไขสันหลัง หรือบริเวณที่สงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท เพื่อหาความผิดปกติ เช่น เนื้องอก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เส้นเลือดในสมอง
• Ultrasound อาจใช้ตรวจดูเส้นประสาทในบริเวณที่สงสัยว่ามีการกดทับ เช่น ที่ข้อมือในภาวะ Carpal Tunnel Syndrome
4. การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture/Spinal Tap)
พิจารณาทำในกรณีที่สงสัยภาวะการติดเชื้อหรือการอักเสบของระบบประสาท เช่น Guillain-Barré Syndrome หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
-
X-ray เพื่อดูความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกคอหรือกระดูกสันหลังที่ผิดรูป หรือกระดูกงอกที่อาจกดทับเส้นประสาท
-
MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือ CT Scan (Computed Tomography Scan) ของสมอง ไขสันหลัง หรือบริเวณที่สงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท เพื่อหาความผิดปกติ เช่น เนื้องอก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เส้นเลือดในสมอง
-
Ultrasound อาจใช้ตรวจดูเส้นประสาทในบริเวณที่สงสัยว่ามีการกดทับ เช่น ที่ข้อมือในภาวะ Carpal Tunnel Syndrome
แนวทางการรักษาอาการมือเท้าชา
การวินิจฉัยพยาธิไชผิวหนังโดยทั่วไปไม่ซับซ้อน แพทย์มักจะวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจลักษณะผื่นที่ผิวหนัง
1. การรักษาตามสาเหตุ
-
การรักษาโรคประจำตัว หากสาเหตุมาจากการเบาหวาน ไตวาย หรือไทรอยด์ ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้อาการชาดีขึ้นหรือชะลอการลุกลาม
-
การแก้ไขภาวะขาดสารอาหาร หากเกิดจากการขาดวิตามิน แพทย์จะให้วิตามินเสริม เช่น วิตามินบีรวม โดยเฉพาะบี 1, บี 6, บี 12
-
การรักษาการกดทับเส้นประสาท
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดการกดทับ
- การกายภาพบำบัด เพื่อบริหารกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการกดทับ
- การใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น การใส่เฝือกดามข้อมือใน Carpal Tunnel Syndrome
- การผ่าตัด ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ เช่น การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือการผ่าตัดคลายการกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ -
การรักษาการติดเชื้อ ให้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
-
การกำจัดสารพิษ หากเกิดจากการได้รับสารพิษ
-
การรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง โดยการให้ยากดภูมิคุ้มกัน
-
การรักษาโรคมะเร็ง โดยการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา
2. การรักษาตามอาการ
-
ยาบรรเทาอาการปวดและชา
- ยาแก้ปวดปลายประสาท เช่น Gabapentin, Pregabalin, Nortriptyline, Amitriptyline ยาเหล่านี้จะช่วยลดอาการปวดแสบร้อน ปวดแปลบๆ หรืออาการชาที่ไม่สบาย
- ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น Paracetamol, NSAIDs (ไม่ควรใช้ในระยะยาวโดยไม่ปรึกษาแพทย์) -
การทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟู
- ออกกำลังกาย ช่วยรักษากำลังกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของข้อต่อ
- การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า อาจช่วยกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
- การบำบัดด้วยการใช้มือ (Occupational Therapy) ช่วยปรับกิจวัตรประจำวันและอุปกรณ์ให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้มือเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น -
การดูแลผิวหนัง ผู้ป่วยที่มีอาการชา ควรดูแลผิวหนังบริเวณที่ชานั้นเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลและการติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน ควรตรวจเท้าและมือเป็นประจำ
การป้องกันและดูแลตนเองเมื่อมีอาการมือเท้าชา
การป้องกันและดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดอาการมือเท้าชา และช่วยบรรเทาอาการในกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว
1. ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี
-
เบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ โดยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
-
ความดันโลหิตสูง ควบคุมความดันโลหิต
-
ไขมันในเลือดสูง ควบคุมระดับไขมัน
-
โรคไต ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
2. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน
-
เน้นอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ ไข่ นม ตับ ผักใบเขียว
-
หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง เพราะจะทำให้เส้นประสาทเสียหาย และขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี
-
หากเป็นมังสวิรัติหรือวีแกน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 12
3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท
-
เปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ เมื่อต้องนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน
-
หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง นั่งทับเท้า หรือนอนทับแขนขา
-
ปรับท่าทางการทำงานให้เหมาะสม (Ergonomics) โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือทำงานที่ต้องใช้มือและข้อมือซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น ใช้เมาส์หรือแป้นพิมพ์ที่ออกแบบมาเพื่อลดการกดทับ
-
ไม่แบกของหนัก หรือสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไปบนไหล่ข้างเดียว
-
หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่รัดแน่นเกินไป
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
-
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้เส้นประสาทได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพียงพอ
-
ช่วยรักษากำลังกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของข้อต่อ
-
เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
5. ระมัดระวังการสัมผัสสารเคมี
สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ หากต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือสัมผัสสารพิษ
6. การดูแลสุขอนามัยของมือและเท้า
-
ตรวจดูมือและเท้าเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อสังเกตบาดแผล แผลพุพอง หรือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
-
ล้างมือและเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งเสมอ
-
ตัดเล็บอย่างระมัดระวัง
-
สวมถุงเท้าและรองเท้าที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
7. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท
เมื่อไหร่ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ?
หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการมือเท้าชาที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ โปรดอย่าลังเลที่จะเดินทางมายังโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ทันที หรือเดินทางไปแผนกฉุกเฉิน
-
อาการชาเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และไม่เคยเป็นมาก่อน
-
มีอาการอ่อนแรง หรืออัมพาต ร่วมกับอาการชา ไม่สามารถขยับแขนขาหรืออวัยวะที่ชาได้
-
มีอาการชา ร่วมกับอาการทางสมองอื่นๆ เช่น พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว เดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุนรุนแรง ตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติ
-
อาการชาลามขึ้นอย่างรวดเร็ว (จากเท้าขึ้นไปน่อง ลำตัว)
-
อาการชาที่เกิดขึ้นหลังจากประสบอุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง
-
อาการชาที่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หรือรู้สึกไม่สบายอย่างมาก
-
อาการชาที่ทำให้เกิดบาดแผลโดยไม่รู้ตัว หรือสูญเสียความรู้สึกเจ็บปวด
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และทีมสหวิชาชีพที่พร้อมให้การดูแลและวินิจฉัยอาการมือเท้าชาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เช่น MRI, CT Scan, และเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท เพื่อให้ท่านได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่
สรุป อย่ามองข้ามอาการมือเท้าชา
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน หากท่านมีข้อสงสัยหรือมีความกังวลเกี่ยวกับอาการมือเท้าชา โปรดอย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของท่านครับ
สรุป ป้องกันพยาธิไชผิวหนัง ง่ายกว่าที่คิด
พยาธิไชผิวหนัง (Cutaneous Larva Migrans - CLM) เป็นโรคผิวหนังที่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแค่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ วงจรชีวิตของพยาธิ และการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินหรือทรายที่ปนเปื้อนอุจจาระสัตว์ และการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: อาการมือเท้าชาจากการนั่งทับขาหรือนอนทับแขน เป็นอันตรายหรือไม่?
A1: โดยทั่วไปแล้ว ไม่เป็นอันตรายครับ อาการชาประเภทนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับชั่วคราว ทำให้เลือดและกระแสประสาทไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อเปลี่ยนท่าทางหรือขยับตัว อาการชาก็จะค่อยๆ หายไปเองภายในไม่กี่นาที แต่หากอาการชาไม่หายไปภายในเวลาอันสมควร หรือเกิดซ้ำบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์
Q2: วิตามินบีรวมช่วยลดอาการมือเท้าชาได้จริงหรือ?
A2: จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาการชาเกิดจากการขาดวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, และบี 12 ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท การเสริมวิตามินบีรวมอาจช่วยให้อาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การได้รับวิตามินบี 6 ในปริมาณที่สูงเกินไปเป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดอาการชาได้เช่นกัน ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการเสริมวิตามินในปริมาณมาก
Q3: หากมีอาการชาที่มือและเท้า โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ควรสงสัยโรคอะไร?
A3: หากมีอาการชาที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางด้านนิ้วโป้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอาการชามากเวลากลางคืน หรือเวลาใช้งานข้อมือซ้ำๆ อาจสงสัย กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งเกิดจากการกดทับเส้นประสาทมีเดียนที่ข้อมือ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
Q4: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชา ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
A4: ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญคือ ควรดูแลเท้าเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจสูญเสียการรับความรู้สึก ทำให้ไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งอาจนำไปสู่แผลเรื้อรังและติดเชื้อได้ง่าย ควรตรวจเท้าทุกวัน สวมรองเท้าที่เหมาะสม ไม่เดินเท้าเปล่า และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
Q5: การออกกำลังกายสามารถช่วยบรรเทาอาการมือเท้าชาได้หรือไม่?
A5: ได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้เส้นประสาทได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพียงพอ ช่วยรักษากำลังกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของข้อต่อ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการชาและป้องกันการเกิดอาการซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการชาเกิดจากโรคหรือการบาดเจ็บที่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
มีคำถามเกี่ยวกับ มือเท้าชาบ่อย ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และทีมสหวิชาชีพที่พร้อมให้การดูแลและวินิจฉัยอาการมือเท้าชาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เช่น MRI, CT Scan,
และเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท เพื่อให้ท่านได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่
เรามีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมดูแลคุณ
สามารถปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
โทร. 056 000 111 "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล"

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). โรคมือชา. https://www.si.mahidol.ac.th/th/siriraj-mag/detail.php?code=843
- โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. (ม.ป.ป.). โรคปลายประสาทอักเสบ. https://www.siph.mahidol.ac.th/th/health/health-article/article-health/2358
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


