โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) คืออะไร อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันที่ควรรู้
23 มกราคม 2569
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) คืออะไร อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันที่ควรรู้
ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา “โรคฝีดาษลิง” หรือ “โรคฝีดาษวานร” (Monkeypox) กลายเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการรายงานการระบาดในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับความรุนแรง การแพร่เชื้อ และผลกระทบต่อสุขภาพ แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะไม่รุนแรงเท่ากับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษในอดีต แต่ก็ยังถือเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
บทความนี้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จะพาคุณไปทำความรู้จักโรคฝีดาษลิงอย่างครบถ้วน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ กลุ่มเสี่ยง วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษา เพื่อให้คุณสามารถดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เกิดจากอะไร
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสฝีดาษ (Smallpox) โดยมีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติอยู่ในสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น หนู กระรอก และลิง
*โรคนี้พบครั้งแรกในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ก่อนจะมีการแพร่ระบาดออกนอกพื้นที่ประจำถิ่น และพบผู้ติดเชื้อในหลายภูมิภาคทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้เชื้อฝีดาษลิงจะมีความรุนแรงน้อยกว่าเชื้อฝีดาษ แต่ก็สามารถแพร่จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนได้ หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม
โรคฝีดาษลิง ติดต่อได้อย่างไร
การแพร่เชื้อของโรคฝีดาษลิงสามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง ได้แก่
1. การติดต่อจากสัตว์สู่คน
- สัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ
- ถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดหรือข่วน
- การรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ติดเชื้อและปรุงไม่สุก
2. การติดต่อจากคนสู่คน
- สัมผัสผื่น แผล ตุ่มหนอง หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง
- การหายใจเอาละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยในระยะใกล้
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน
- การติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ผ่านทางรก
หมายเหตุ: แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าโรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่พบการติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ
อาการของโรคฝีดาษลิงเป็นอย่างไร
หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมี ระยะฟักตัวประมาณ 5–21 วัน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ 6–13 วัน หากพ้นระยะ 21 วันแล้วไม่ปรากฏอาการ ถือว่าไม่มีการติดเชื้อ
อาการของโรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ดังนี้
1. ระยะฟักตัว
- ยังไม่มีอาการ
- ใช้เวลาประมาณ 5–21 วัน
2. ระยะไข้ (ระยะแพร่เชื้อ)
- มีไข้
- ปวดศีรษะ เจ็บคอ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย
- หนาวสั่น
- ต่อมน้ำเหลืองโต (เป็นอาการที่ช่วยแยกจากโรคฝีดาษชนิดอื่น)
3. ระยะผื่น
- เริ่มมีผื่นแดง มักพบที่ใบหน้า แขน ขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
- อาจพบในช่องปาก เยื่อบุตา และอวัยวะเพศ
- ผื่นพัฒนาเป็นตุ่มนูน → ตุ่มน้ำใส → ตุ่มหนอง
- แห้งและตกสะเก็ดในที่สุด
- เป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้มากที่สุด
4. ระยะฟื้นตัว
- สะเก็ดแผลหลุดออกเอง
- ผิวหนังค่อย ๆ ฟื้นฟู
- ไม่สามารถแพร่เชื้อได้อีก
* โดยทั่วไปโรคฝีดาษลิงสามารถหายเองได้ภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีแผลเป็นหลงเหลือ โดยมักเป็นแผลเป็นขนาดเล็กและน้อยกว่าฝีดาษในอดีต
กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง
แม้โรคฝีดาษลิงจะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่บางกลุ่มอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ได้แก่
- ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี
- ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
* ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ปอดอักเสบ การติดเชื้อกระจกตา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
วิธีการป้องกันโรคฝีดาษลิง
การป้องกันโรคฝีดาษลิงสามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือสัตว์จากพื้นที่เสี่ยง
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์
- สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่น แผล หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
แนวทางการรักษาโรคฝีดาษลิง
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย แต่สามารถรักษาตามอาการ และใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษในกรณีจำเป็น โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย
การแยกกักตัวผู้ป่วย การดูแลแผลอย่างถูกวิธี และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัย ดูแลรักษา และให้คำปรึกษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ด้วยมาตรฐานการแพทย์ที่ทันสมัย ห้องตรวจแยกโรค และระบบดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานการรักษาที่เชื่อถือได้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และทีมแพทย์ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนของการรักษา

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q1: โรคฝีดาษลิงอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?
A: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่กลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
Q2: ฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
A: ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถติดจากการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้
Q3: เป็นฝีดาษลิงแล้วจะเป็นซ้ำได้หรือไม่?
A: โอกาสเกิดซ้ำมีน้อย เนื่องจากร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันหลังหายป่วย
Q4: ควรไปโรงพยาบาลเมื่อใด?
A: หากมีไข้ ร่วมกับผื่นหรือตุ่มหนองผิดปกติ หรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ทันที
มีคำถามเกี่ยวกับ โรคฝีดาษลิง ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


